วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อกูรูแถวหน้าเรื่องจีน ตั้งวงถกเบื้องลึกมังกรยักษ์

ช่วงฉลองตรุษจีน ผมเชิญชวน “กูรูเรื่องเมืองจีน”

 แถวหน้าของประเทศไทย มานั่งจิบน้ำชาซดกาแฟที่ร้านกาแฟของเนชั่น ที่สยามแสควร์ NOWCafe (ช่อง 26) เพื่อตั้งวง “คุยเฟื่องเรื่องเมืองจีน” ได้ออกรสออกชาติอย่างยิ่ง

ผู้ร่วมวงเสวนามี ดร.สมภพ มานะรังสรรค์, ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น, ดร.สารสิน วีระผล, คุณโจ ฮอร์น พัธโนทัย และคุณทนง ขันทอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เกาะติดความเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิดมาตลอด สามารถวิเคราะห์ความเป็นมาและประเมินความเป็นไปได้อย่างมีสีสันและลุ่มลึก

วงสนทนาในสภากาแฟเห็นพ้องกันว่า แม้จะมีปัญหาในรายละเอียด แต่โครงการรถไฟไทย-จีน ก็คงจะต้องเกิด เพราะจะเกิดประโยชน์สำหรับทั้งสองประเทศ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเจรจาล่าสุด ยังไม่อาจหาข้อสรุปได้อาจจะเป็นเพราะ “ความไม่มีประสบการณ์” ของฝ่ายจีนในการหาทางบรรลุข้อตกลง ไม่เหมือนญี่ปุ่นที่ช่ำชองเรื่องการต่อรองมาช้านาน

วงพูดคุยมีความเห็นว่าหากประเทศไทย หวังจะได้ประโยชน์เต็มที่จากโครงการนี้ ก็จะต้องมี “ยุทธศาสตร์” ของตนเองอย่างชัดเจน เพราะแน่ชัดว่าสำหรับจีนโครงการรถไฟเป็นส่วนสำคัญของนโยบาย “One Belt, One Road” หรือ “เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21” ที่เชื่อมต่อทางใต้ของจีนทะลุถึงยุโรป เขาจึงต้องพยายามทำให้สำเร็จ

แต่ไทยเราควรจะจับมือกับประเทศอาเซียนอื่น เช่น สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว เพื่อต่อรองกับจีนเป็นกลุ่มเพื่อแลกกับเงื่อนไขที่ดีกว่าที่เห็นอยู่ปัจจุบัน

โครงการรถไฟจีนที่อินโดนีเซียก็ดูเหมือนจะมีปัญหา เพราะลงนามกันแล้วก็ต้องมีการทบทวน ส่วนของลาวเพิ่งลงนาม แต่หากของไทยไม่เกิด ของลาวก็จะชะงักได้เช่นกัน

วงสนทนาวิเคราะห์การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เห็นว่าเป็นภาวะปกติ เพราะจีนโตในระดับสูงมาระยะหนึ่ง หากไม่ “ปรับฐาน” ลงมาในระดับสมเหตุสมผล ก็อาจจะมีปัญหาด้วยซ้ำไป

เรื่องตลาดหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนผันผวนอาจจะสร้างกระแสกังวลในขณะนี้ แต่เชื่อว่าผู้นำจีนมีเครื่องมือเพียงพอที่จะ “เอาอยู่”

และหากเกิดความแปรปรวนถึงระดับที่น่าเป็นห่วง จีนก็สามารถจะ “ปิดก๊อก” เพื่อลดความรุนแรงได้

ที่น่าเป็นห่วงกว่าน่าจะเป็นปัญหาหนี้ไร้คุณภาพในระบบสถาบันการเงิน ที่ ณ วันนี้อาจสูงถึง 300% ของจีดีพี แต่ไม่ค่อยจะเป็นข่าวนัก เพราะระบบการเงินการธนาคารของจีนยังอยู่ใต้การควบคุมของรัฐ ซึ่งยังไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพียงพอ

แต่ผู้รู้บอกว่ารัฐบาลจีนมีทรัพย์สินในรูปของที่ดินมหาศาล ดังนั้นหากจำเป็นก็อาจจะแปรเปลี่ยนมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจถึงกับมีอันเป็นไป

ที่แน่ ๆ คือนักธุรกิจจีนกำลังมุ่งมาไทย และคลื่นของนักลงทุนจากจีนมาไทยจะแรงขึ้นทุกที ที่ผ่านมาเป็นเพียง “ออร์เดิฟ” เท่านั้น ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะเห็นปริมาณและคุณภาพของการลงทุนจีนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลชัด ๆ ก็คือจีนเห็นไทยเป็นประเทศหลักของอาเซียน ทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมที่ต้อนรับคนต่างชาติเป็นจุดแข็งที่ทำให้จีนมองไทยทางบวกพอสมควร

แน่นอนว่าทะเลจีนใต้จะยังเป็นประเด็นร้อนด้านความมั่นคงในภูมิภาคนี้ เพราะปักกิ่งถือว่าจะต้องปกปักรักษาสิทธิของตนในย่านนี้ ขณะที่สหรัฐพยายามจะเข้ามา “ปักหมุด” ในเอเซียตามนโยบายของประธานาธิบดีโอบามา

สงครามคงไม่เกิดระหว่างสหรัฐกับจีน หรือจีนกับไต้หวัน (แม้ว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของไต้หวัน ไช่อิงเหวิน จะมีจุดยืนที่ไม่ใกล้ชิดกับปักกิ่งเหมือน หม่าอิงจิ่ว ที่กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง) เพราะต่างก็ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างมาก แต่การกระทบกระทั่งกันก็คงจะยังคงมีต่อไป ตราบที่การเมืองระหว่างประเทศยังแบ่งขั้วกันอย่างที่เห็นอยู่

วงเสวนาดำเนินไปถึง 2 ชั่วโมงอย่างคึกคักมีชีวิตชีวาขณะจิบชาจีน และเล่าเรื่องขำขันว่าด้วยเรื่องจีนกับไทยเป็นระยะ ๆ... แม้จะจบลงแล้วก็ยังมีการถกแถลงกันนอกรอบอย่างร้อนแรงต่อเนื่อง

ติดตามซีรีส์ “คุยเฟื่องเรื่องเมืองจีน” ของเหล่ากูรูจีนได้ใน “ไทม์ไลน์สุทธิชัย หยุ่น” Nation TV เร็ว ๆ นี้ครับ