วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับเปลี่ยนแนวคิดว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอาศ:2

ในข้อเขียนตอนที่ 1 ว่าแนวคิดว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้น ได้มีการปรับเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมาย

เพื่อที่จะลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตมาสู่การลดความเปราะบางของกลุ่มสังคมต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แต่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 2000 นี้เอง ก็ได้เกิดการปรับเปลี่ยนในแนวคิดด้านการศึกษาเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศขึ้นอีกระลอกหนึ่ง โดยเริ่มปรับเปลี่ยนจากการเริ่มคิดถึงภูมิอากาศอนาคตตามที่สรุปได้จากภาพฉายอนาคตเป็นประเด็นตั้งต้น มาสู่การทำความเข้าใจกับประเด็นของความเปราะบางของกลุ่มสังคมต่อภาวะอากาศแปรปรวน (climate variability) ที่ภาคส่วนหรือกลุ่มสังคมต่างๆ เผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ตลอดจนพิจารณาถึงนโยบายหรือแผนการปรับตัวหรือการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ เหล่านั้นที่มีในปัจจุบันเป็นฐาน และนำมาพิจารณาภายใต้เงื่อนไขของอนาคต เป็นการขยายมุมมองต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศให้กว้างขึ้น โดยมองว่าการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวางแผนการพัฒนา และมองว่าเป้าหมายของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นคือ การดำเนินการเพื่อให้สังคมสามารถก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงภายใต้สถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและพลวัตอื่นๆ ของระบบเศรษฐกิจสังคม

การปรับเปลี่ยนแนวคิดว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระยะนี้ อยู่บนพื้นฐานของการปรับเปลี่ยนแนวคิดที่มีต่อขอบเขตความหมายของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

การปรับเปลี่ยนขอบเขตความหมายของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการปรับตัวต่อผลกระทบมาสู่การจัดการความเสี่ยง และพิจารณาถึงความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจสังคมมากขึ้น โดยจับประเด็นเรื่องการลดความเสี่ยง ความสามารถในการฟื้นคืนของระบบเศรษฐกิจสังคม จากผลของภาวะอากาศรุนแรงซึ่งอาจทวีความรุนแรงหรือมีความถี่สูงขึ้นในอนาคต

ในแง่นี้การจัดการภัยพิบัติจะต้องก้าวไปให้ไกลกว่าการเตรียมการรับมือ และมองไปไกลกว่าการออกแบบยุทธศาสตร์ การรับมือที่อยู่บนสมมุติฐานของอนาคต โดยจะต้องมีการพิจารณาทั้งสองประเด็นควบรวมเข้าด้วยกัน กล่าวคือ พิจารณาทั้งประเด็นความแปรปรวนของสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต (climate variability & climate change) นอกจากนั้น ยังจะต้องพิจารณาถึงแผนงานต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันในการจัดการความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวนหรือภัยพิบัติเป็นฐานในการคำนึงถึงการปรับตัวในอนาคตด้วย

การปรับเปลี่ยนขอบเขตความหมายของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอีกประการหนึ่ง เป็นเรื่องของการกำหนดโครงสร้างแผนการปรับตัว โดยได้เกิดแนวคิดว่าการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นควรที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการพัฒนา โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความมั่นคงของกลุ่มสังคมในแต่ละพื้นที่ต่อ ทั้งภาวะอากาศแปรปรวนในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และควบรวมเข้ากับกระบวนการวางแผนและนโยบายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในแง่นี้ จะต้องพิจารณาถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งในแง่ที่เป็นผลที่ได้จากการดำเนินการหรือตัวแผนการปรับตัวและเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการดำเนินการหรือเกิดแผนการปรับตัว

นอกจากนั้นการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะต้องคำนึงถึงบริบทที่เจาะจงมากขึ้น ทั้งในเชิงพื้นที่และเวลา เนื่องจากประเด็นเรื่องความเสี่ยงและภาวะเปราะบางเชิงสังคม ตลอดจนการปรับตัวนั้นเป็นเรื่องที่ขึ้นกับบริบทที่เฉพาะของกลุ่มสังคมในแต่ละพื้นที่ และประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ความเสี่ยงและภาวะเปราะบางเชิงสังคมนี้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาขึ้นกับพลวัตทางสังคม

การปรับเปลี่ยนขอบเขตขนาดของการปรับตัว เป็นพัฒนาการของการศึกษาด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระยะที่ผ่านมาก่อให้เกิดความหลากหลายในการกำหนดขนาดหรือขอบเขตของการปรับตัว โดยกำหนดการปรับตัวทั้งในแง่ของภาคส่วนระดับประเทศลงไปจนถึงระดับชุมชน (community-based adaptation) และแม้กระทั่งระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่า การปรับตัวนั้นเกิดได้ทุกที่ทุกระดับ โดยที่เราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจต่อบริบทเฉพาะของการปรับตัวในแต่ละระดับให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนในแนวคิดด้านขอบเขตขนาดของการปรับตัวที่สำคัญคือ การทำความเข้าใจถึงลักษณะของระบบเศรษฐกิจสังคม ซึ่งจะต้องพิจารณาร่วมกันเป็นระบบ มิเช่นนั้นอาจจะนำไปสู่การวางแผนการปรับตัวที่ไม่เหมาะสมได้ (maladaptation) เนื่องจากภาวะความเปราะบางของสังคมต่อผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตนั้นไม่ได้ขึ้นกับสภาพการณ์ทางภูมิอากาศแต่เพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นกับความเชื่อมโยงของภาคส่วนต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนปัจจัยทางการเมือง วัฒนธรรม และอื่นๆ อีกมาก

ดังนั้นการศึกษาจะต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมในฐานะที่เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงและความเปราะบางเชิงสังคม ร่วมไปกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต และการพิจารณาถึงการปรับตัวนั้น จะต้องคำนึงด้วยว่าการปรับตัวของภาคส่วนหนึ่งๆ หรือในพื้นที่หนึ่งๆ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆ หรือพื้นที่อื่นๆ ได้ และอาจก่อให้เกิดการส่งผ่านความเสี่ยงจากภาคส่วนหนึ่งหรือพื้นที่หนึ่งไปยังอีกภาคส่วนหนึ่งหรืออีกพื้นที่หนึ่ง ทำให้การพิจารณาถึงการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจสังคมในลักษณะที่เป็นองค์รวม (holistic approach) เป็นเรื่องที่จำเป็น

การปรับเปลี่ยนในแนวคิดด้านขอบเขตของการปรับตัวโดยจับประเด็นความเชื่อมโยงของภาคส่วนนี้ เป็นพื้นฐานของการจัดตั้งการศึกษาด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของพื้นที่ขนาดใหญ่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมมีความหลากหลาย โดยศึกษาถึงความเสี่ยงของภาคส่วนต่างๆ ซึ่งอาจมีรูปแบบความเสี่ยงที่หลากหลายและเกิดขึ้นจากแรงขับดันจากปัจจัยทางด้านภูมิอากาศและปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างกัน และพยายามทำความเข้าใจถึงประเด็นที่เกิดความเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนและพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้การวางแผนการปรับตัวเกิดขึ้นได้โดยไม่เกิดการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม (maladaptation) ขึ้น

การปรับเปลี่ยนในแนวคิดพื้นฐานที่มีต่อการศึกษาเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 2000 นำไปสู่กรอบการศึกษาที่ขยายจากการประเมินผลกระทบ การประเมินความเสี่ยงและภาวะเปราะบาง ไปควบรวมประเด็นด้านกระบวนการวางนโยบาย ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงช่องว่างในแผนงานต่างๆ เพื่อที่จะกำหนดความจำเป็นเร่งด่วนในการควบรวมประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้าไปในแผนงานต่างๆ ที่มีอยู่ กำหนดให้แผนงานเหล่านั้นยังคงดำเนินการไปได้ และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ภายใต้เงื่อนไขที่สถานการณ์ในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่จะให้สังคมสามารถก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงภายใต้สถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและพลวัตอื่นๆ ของระบบเศรษฐกิจสังคม และจัดว่าเป็นความท้าทายใหม่ของวงการศึกษา และการวางนโยบายด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในประเทศไทย

------------------------------------

ศุภกร ชินวรรโณ

ผู้ประสานงานชุดโครงการวิจัย การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย