การก้าวสู้ประชาคมอาเซียน (AEC) ย่อมมีข้อดีและข้อเสีย แต่จังหวะของบริบททางสังคมที่เพิ่งเปลี่ยนผ่าน
ประจวบเหมาะกับที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก ช่วงปี 2558-2559 โดยเลือกประตูการค้าหลักที่มีมูลค่าการค้าชายแดน และผ่านแดนสูงสุดของประเทศไทย 5 จังหวัด 6 พื้นที่ประกอบด้วย
ด่านศุลกากรแม่สอด อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งติดกับประเทศเมียนมาร์ ด่านศุลกากรอรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ และ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ติดกับประเทศกัมพูชา, ด่านศุลกากรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ติดกับประเทศกัมพูชา, ด่านศุลกากรมุกดาหาร อ.เมืองอ.หว้านใหญ่ และ อ.ดอนตาล ติดกับ สปป.ลาว และด่านศุลกากรสะเดา ด่านปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ที่ติดกับประเทศมาเลเซีย
ทำให้สถานะของประชาชนตามแนวชายแดนเปลี่ยนจาก “พลเมืองชายขอบ” เป็นพลเมืองหน้าด่าน ภายหลังการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยปริยายเพราะพื้นที่เหล่านี้ เปรียบเป็นดั่งประตูสู่การค้าชายแดนไทย และ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีมูลค่าทางการค้ากว่า 1 ล้านล้านบาท จากการส่งออกสินค้าและอุตสาหกรรม
แน่นอนว่าการผลักดันนโยบายของรัฐในช่วงแรกจะต้องมีการจัดโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนเมื่อมีการลงทุนย่อมมีการจ้างงานเกิดขึ้น และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษก็เป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานข้ามชาติที่จะพลัดถิ่นฐานเดิมเข้ามา แล้วพลเมืองหน้าด่านจะอยู่อย่างไร? นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐจะต้องวางมาตรการอย่างรัดกุมขณะเดียวกันประชาชนจะรอรัฐฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะความเสี่ยงอยู่ตรงหน้า
เริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ภายใต้กระบวนการวิจัยเนื่องจากงานวิจัยจะช่วยให้คนในพื้นที่รู้จักและเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนจะค้นหาเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาด้วยเหตุและผล ซึ่งกระบวนการดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วและมีตัวอย่างให้เห็น ซึ่งจะดีไม่น้อยหากจะมีการเคลื่อนต่อในวงกว้าง
โดยการนำเครื่องมือ “วิจัยเพื่อท้องถิ่น” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มาศึกษาสถานการณ์ในพื้นที่ทั้งในมิติทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนท้องถิ่นในการตั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาพร้อมกับการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษดังที่มีอยู่ในปัจจุบัน
งานวิจัยฝ่ายท้องถิ่น ถือเป็น “งานวิจัยชาวบ้าน” ที่ติดอาวุธทางปัญญาให้กับประชาชนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพลเมืองหน้าด่าน อย่างที่ ศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม นักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา และเมธีวิจัยของ สกว.ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “เขตเศรษฐกิจบนฐานของนิเวศและการเมืองงานวิจัยชุดนี้จึงจำเป็นต้องทำให้คนในกระตุ้นคนในให้รู้จักตนเอง โจทย์ใหญ่คือเราจะรักษาพื้นที่ที่เราอยู่อาศัยได้อย่างไรในระบบนิเวศและวัฒนธรรม ในหมู่บ้าน ชุมชน สังคมที่อยู่ร่วมกันเป็นเวลาช้านาน ความสัมพันธ์ของคนกับคน ความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติต้องหาให้เจอว่าอยู่อย่างไร และความสัมพันธ์ของคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติมีความสัมพันธ์กันอย่างไร สามมิตินี้เป็นส่วนสำคัญยิ่ง
ความเชื่อต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คนรักษาพื้นฐานของความเป็นชุมชนไว้อยู่งานวิจัยนี้ จึงเป็นการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษที่จะต่อรองกับเขตเศรษฐกิจพิเศษและจะต้องทำด้วย “คนใน” เท่านั้น ต้องสร้างความรู้ขึ้นมาต่อรอง เราต้องสร้างเขตวัฒนธรรมพิเศษขึ้นมาเพื่อต่อรองกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ และถ้าจะให้ดีเราต้องสร้างเครือข่ายของคนกระเหรี่ยงเพื่อสร้างพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนานี้”
ในส่วนของนักวิจัย ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เราอาจจะไม่ได้เริ่มที่การพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนำ แต่เราอาจจะเอาเรื่องวัฒนธรรมนำ และตามด้วยเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งที่สุดเราต้องทำให้ทั้งสามมิติสมดุลไปพร้อมๆกัน และเราสามารถตั้งรับกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ งานวิจัยนี้จึงจำเป็นต้องทำเรื่องแรกคือการสร้างสำนึกชุมชน”
โดยชุดโครงการวิจัยนี้ มุ่งเน้นการสร้าง “พลัง” และ “ความเข้มแข็ง” ให้กับคนท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนบนฐานนิเวศ วัฒนธรรมในสถานการณ์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของชายแดน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยทุกชุดโครงการวิจัย มุ่งให้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ค้นหาความเป็นตัวตนของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะคนปกาเกอะญอ ต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการจัดการชุมชนในมิติต่างๆ เพื่อที่ชาวบ้านจะสามารถตั้งรับและปรับตัวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ถูกกระทำจากคนภายนอกได้ โดยการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย 5 อำเภอ จังหวัดตาก และคณาจารย์จาก วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ความรู้ที่มีในชุมชน วิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อการดำรงชีวิต รวมถึงการรื้อฟื้นแบบแผนการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมอย่างเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงแบบทุนนิยม โดยมุ่งให้มีชุมชนมีการจัดการชุมชนบนฐานของการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งเกิดขึ้นผ่านกระบวนการวิจัย ดังนั้นผู้เขียนจึงยกตัวอย่างมานำเสนอ เพื่อจุดประกายให้กับพื้นที่อื่นที่กำลังค้นหาว่าเราจะตั้งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
อย่างที่ข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB คาดไว้ว่า ภายในปี 2558 ภูมิภาคอาเซียนจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษรวมทั้งสิ้น 60 แห่ง โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษประมาณ 54 แห่ง จะตั้งอยู่ในประเทศ สปป.ลาว และกัมพูชา ดังนั้น จะเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าการสร้างความรู้ การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยกระบวนการวิจัย จะเกิดขึ้นกับพื้นที่อื่นๆ เพราะอย่างไรการพัฒนาต้องก้าวต่อไปข้างหน้า...
----------------------------
ธนชัย แสงจันทร์
เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.






