วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรากฏการณ์ดอกเบี้ยติดลบ

ในวันศุกร์ที่ 29 ม.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่นทำเซอร์ไพรซ์ด้วยการประกาศนโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

การเงินของญี่ปุ่น ทำให้ธนาคารพานิชย์ที่เอาสภาพคล่องส่วนเกินมาฝากระยะสั้นกับธนาคารกลางญี่ปุ่นจะโดนชาร์จดอกเบี้ยแทน จากอัตราที่ประกาศไว้ที่ -0.1% เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ฝากเงินกับธนาคารกลางญี่ปุ่นแทนที่จะได้ดอกเบี้ยเหมือนอย่างที่ผ่านมา กลับต้องจ่ายดอกเบี้ย

ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากของประชาชนญี่ปุ่นโดยทั่วไปยังไม่ติดลบ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่่ 0.22% ส่วนดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ที่ 0.06%

นโยบายดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นถึงสภาพที่หลังชนฝาของทางการญี่ปุ่นที่ต้องการบีบให้แบงก์ปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างรุนแรง ถ้าแบงก์เอาเงินมาฝากไว้เฉยๆ กับธนาคารกลาง จะโดนลงโทษ คือโดนเรียกเก็บดอกเบี้ย

เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณปล่อยผีให้แบงก์ปล่อยกู้เพิ่ม ให้เอกชนและประชาชนกู้เงินเพิ่มเพื่อลงทุนหรือใช้จ่าย ท่ามกลางสภาพคล่องโดยรวมที่ท่วมระบบ แต่เม็ดเงินไม่ไหลไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะว่าเศรษฐกิจซบเซา ยิ่งปล่อยกู้ ยิ่งจะเป็นการสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา เพราะว่าญี่ปุ่นยังติดอยู่ในกับดักสภาพคล่องของหนี้เงินฝืด (debt deflation)

ในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซามาตลอด เงินเฟ้อโดยเฉลี่ยอยู่ที่ -0.10% ตั้งแต่ต้นปี 2001 เป็นต้นมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงกดดอกเบี้ยต่ำ และทำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แต่ไม่สามารถจะดันเงินเฟ้อให้ไปถึงเป้าหมาย 2% ได้ หรือทำให้เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว เนื่องจากฟองสบู่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่แตกในปี 1990 มีขนาดใหญ่และรุนแรงมาก

ญี่ปุ่นไม่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อก้าวข้ามภาวะเงินฝืดได้ แม้ว่าจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและเพิ่มหนี้การใช้จ่ายการคลังแบบสุดๆ จนหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นอยู่ที๋ 240% ต่อจีดีพี ถือว่าเป็นประเทศที่มีหนี้สูงที่สุดในโลก

ความจริงดอกเบี้ยติดลบใช้โดยธนาคารกลางยุโรปเป็นเจ้าแรก โดยเริ่มใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบตั้่งแต่กลางปี 2014 แบงก์พาณิชย์ที่เอาสภาพคล่องส่วนเกินมาฝากกับอีซีบีตอนนี้จะเจอดอกเบี้ย -0.30% อีซีบีอ้างเหมือนกันว่า ต้องการให้แบงก์เอาสภาพคล่องที่เหลือไปปล่อยกู้ หรือให้ประชาชนเอาเงินออมไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่าสหภาพยุโรปไม่ฟื้นจริงจากวิกฤติตั้งแต่นช่วงปี 2009-2011 ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นมีหลายประเทศเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยติดลบไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสวิส (-0.75%) ธนาคารกลางของสวีเดน (-1.10%) ธนาคารกลางเดนมาร์ก (-0.65%) ญี่ปุ่นมาทีหลังล่าสุด (-0.10%)

ถ้าจะว่าไปแล้ว ดอกเบี้ยติดลบถือว่าเป็นการสะท้อนอาการป่วยของระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจถดถอย ที่สภาพคล่องแม้ว่าจะมากเพียงใดไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจที่มีปัญหาหนี้สูง กำลังการผลิตส่วนเกินในระดับสูง รวมทั้งหนี้ในระบบการเงินที่สูง ทำให้แบงก์ไม่เต็มใจปล่อยกู้ ธนาคารกลางอัดสภาพคล่องเข้าไปเพื่ออุ้มแบงก์ที่อ่อนแอ แต่สภาพคล่องที่ล้นระบบไม่ได้นำไปแก้ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นโยบายดอกเบี้ยติดลบเท่ากับเป็นการประกาศสงครามการเงิน คือจะทำให้ค่าเงินอ่อนเพื่อหนุนการส่งออก ถ้าหลายๆ ประเทศดำเนินนโยบายแข่งลดค่าเงินท้ายที่สุดแล้ว จะทำให้ระบบการเงินมีปัญหนักลงไปอีก

น่าสนใจที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ดอกเบี้ยติดลบในขณะที่สหรัฐขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.25-0.50% ซึ่งถือว่าสวนทางกัน มีผลทำให้ดอลลาร์แข็งค่าเพิ่มขึ้นไปเนื่องจากนักลงทุนในยูโร หรือเยนจะทิ้งเงินที่ดอกเบี้ยติดลบไปถือเงินดอลลาร์ที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงกว่า ดอลลาร์ที่แข็งจะสร้างปัญหาให้กับหนี้สกุุลดอลลาร์ 9 ล้านล้านดอลลาร์ ที่มีการปล่อยกู้กันในระยะ 7 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ได้เวลาผู้กู้ดอลลาร์เจอ 2 เด้ง คือดอกเบี้ยสหรัฐสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์แข็ง

ต้องดูกันต่อไปว่า หลังจากใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบแล้ว จะออกไปอย่างไร ในเมื่อภาวะเงินฝืดกำลังดำเนินไปอย่างรุนแรงมาก เพราะว่าปรากฏการณ์ดอกเบี้ยติดลบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบบการเงินโลก

นอกจากนี้นาย Niall Ferguson นักประวัติศาสตร์ชาวสก็อตจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พูดในปี 2012 ว่า จีนได้กลายเป็นคู่แข่งที่ภัยต่อสหรัฐ และจีนไม่ต้องการสหรัฐอีกต่อไป เหมือนกับที่เคยพึ่งพาในอดีต เขามองว่าจีนเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับสหรัฐมากกว่ารัสเซียเสียอีก และโลกเราได้แตกเป็นสองขั้วเรียบร้อยแล้ว โดยจีนกำลังผงาดขึ้นมา และไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาสหรัฐอีกต่อไป

นาย Ferguson มีมุมมองที่แหลมคมเลยทีเดียว ที่ว่าจีนไม่มีสหรัฐก็อยู่ได้ ผิดกับนักวิเคราะห์ทั่วๆ ไปที่ต่างมองเห็นว่าถ้าขาดสหรัฐไปแล้ว จีนจะไม่สามารถจะพัฒนาต่อ หรืออยู่ได้ทางเศรษฐกิจ เพราะว่ายังเชื่อใน unipolar world ที่สหรัฐเป็นเจ้าโลกแต่เพียงผู้เดียว ทั้งๆ ที่โลกได้เปลี่ยนไปเป็น bipolar world เรียบร้อยแล้ว ผ่านการเกิดใหม่ของจีนและรัสเซียผ่านกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ที่สามารถเป็นผู้นำของประเทศเกิดใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งพาโลกตะวันตกอีกต่อไป ตะวันตกต้องการตะวันออก ตะวันออกไม่ต้องการตะวันตก

ในเมื่อจีนกำลังทิ้งสหรัฐ สหรัฐก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อทำลายจีนไม่ว่าทางทหารในเอเซียเหนือหรือในทะเลจีนใต้ และทางการเงินผ่านนายจอร์จ โซรอส ที่พยายามส่งสัญญาณว่าจีนกำลังจะเจอกับฮาร์ดแลนดิ้ง และเงินทุนจะไหลออกจนเกิดวิกฤติการเงิน

ดังนั้น จะวิกฤติอย่างไรจีนก็อยู่ได้ เพราะว่าช่วงเหมาลำบากกว่านี้หลายร้อยเท่ายังอยู่ได้ อีกทั้งจีนยังมีทรัพยากรมากที่จะฟันฝ่าไปข้างหน้าในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำนี้ แค่ค้าขายกันในกลุ่ม BRICS และตลาดเกิดใหม่ก็อยู่ได้แล้ว ส่วนฟองสบู่ให้แตกไปตามธรรมชาติ

ต้องคอยดูต่อไปว่าระหว่างฝรั่งและจีน ใครจะไปก่อนกัน