นักเศรษฐศาสตร์หรือไม่เศรษฐศาสตร์หรือผู้ที่คิดว่ารู้เรื่องเศรษฐศาสตร์มักแสดงความคิดเห็น
โดยไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อมูล ตัวอย่างได้แก่ทรรศนะที่ว่า “ส่งออกติดลบจากเศรษฐกิจจีนชะลอ” ที่แพร่หลายในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าหากบุคคลเหล่านั้นดูข้อมูลสักนิดหนึ่งก็จะทราบว่า ทรรศนะดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดโดยสิ้นเชิง ยิ่งถ้าบุคคลนั้นๆ เกี่ยวข้องกับงานวิจัยด้วยแล้ว ยิ่งไม่น่าให้อภัยเลย
ตารางที่ 1 แสดงสถิติมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีนจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนกับมูลค่าส่งออกของไทยโดยรวมจากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงปี 2007-2014 พร้อมกันนี้ ยังได้แสดงอัตราการเพิ่ม/ลดของตัวแปรแต่ละตัวในแต่ละปีด้วย
มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนติดลบหรือไม่ดูได้จากอัตราการเพิ่ม/ลดที่มีเครื่องหมายติดลบหรือลดลงนั่นเอง ส่วนเศรษฐกิจจีนชะลอหรือไม่ ดูได้จากอัตราการเพิ่มของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีนว่าสูงหรือต่ำเพียงใด ถ้าน้อยก็เรียกว่าชะลอตัว อัตราการเพิ่มของมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีน เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องกับอัตราการเพิ่มของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีนที่มากหรือน้อยเลย เพราะว่าบางครั้งเศรษฐกิจจีนชะลอ แต่มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนกลับเพิ่มขึ้น หรือบางครั้งเศรษฐกิจจีนมีอัตราเการเพิ่มสูงขึ้น แต่มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนกลับลดลง
ดังนั้น อัตราการเพิ่มของมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีน หรืออัตราการเพิ่มของมูลค่าการส่งออกของไทยโดยรวม จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับอัตราการเพิ่มของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีนแต่อย่างใด แม้ว่ามูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนจะติดลบเป็นเป็นปีที่ 4 ในปี 2016 ก็ไม่ได้หมายความว่า การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจะทำให้ส่งออกติดลบตามทรรศนะที่แสดงกัน
การดูแนวโน้มจากข้อมูลอาจทำให้เห็นภาพได้ยาก รูปที่ 1 จึงได้แสดงเส้นกราฟของแนวโน้มมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีน และมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีน แม้ว่า มูลค่าการส่งออกของไทยอาจมีแนวโน้มเพิ่มมากบ้างน้อยบ้าง ในขณะที่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอกว่า แต่ในระยะยาวแล้ว อัตราการเพิ่มของมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนมีอัตราสูงกว่าที่เฉลี่ย 15% ต่อปี ในขณะที่อัตราการเพิ่มของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีนมีอัตราเฉลี่ยที่ 14% ต่อปีเท่านั้น
แม้ว่า เศรษฐกิจจีนที่มีอัตราเพิ่มสูงหรือต่ำ (ที่เรียกว่าชะลอตัว) ไม่ได้หมายความว่า “ส่งออกไทยจะติดลบ” หรือไม่ แต่ความเป็นจริงที่ “ส่งออกติดลบ” หรือ ขยายตัวมากขยายตัวน้อย เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจกับประเทศที่เป็นเป้าหมายส่งออกที่สำคัญ และสินค้าส่งออกที่สำคัญๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะทำการบริหารจัดการให้มูลค่าส่งออกโดยรวมสามารถขยายตัวในอัตราขั้นต่ำระดับหนึ่งที่ควรจะเป็น เหมือนๆ กับที่องค์กรธุรกิจภาคเอกชนจะต้องพยายามกระจายความเสี่ยงในเรื่องยอดขายไปในระหว่างตลาดและสินค้ากลุ่มต่างๆ
สำหรับสัดส่วนการส่งออกของไทยที่ไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งก็แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ในระดับประเทศแล้ว จีนเป็นประเทศเป้าหมายการส่งออกของไทยที่มีสัดส่วนจากมูลค่าการส่งออกของไทยโดยรวมสูงที่สุดที่ 13% อันดับที่ 2 เป็นสหรัฐอเมริกาที่ 11% และอันดับที่ 3 เป็นญี่ปุ่นที่ 9% ดังนั้น ความผันผวนของเศรษฐกิจในประเทศเหล่านั้น โดยเฉพาะจีนย่อมส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทยเป็นรายสินค้าที่ประเทศเหล่านั้นซื้อในสัดส่วนที่สูง แต่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนหรือประเทศอื่นๆ โดยรวม เนื่องจากความผ้นผวนที่เกิดขึ้นกับแต่ละรายสินค้ามักหักกลบลบกันเป็นส่วนใหญ่
ส่วนสินค้าที่ส่งออกไปจีนนั้น กลุ่มเครื่องไฟฟ้าเครื่องจักรกลมีสัดส่วนจากมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนสูงที่สุดที่ 30% กลุ่มพลาสติกและยางถัดมาที่ 29% จะเห็นได้ว่าสินค้าส่งออกทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ใช่ตลาดของผู้ขายหรือมีการแข่งขันสูงและมีโอกาสสูญเสียส่วนแบ่งตลาดได้ง่าย ดังนั้น การแสวงหาตลาดหรือสินค้าส่งออกกลุ่มใหม่ๆจะเป็นการลดความเสี่ยงจากสินค้ากลุ่มข้างต้นและรักษาอัตราการขยายตัวของการส่งออกที่ขั้นต่ำระดับหนึ่งๆ
ในปัจจุบันนี้ สินค้าส่งออกของไทยมีวิวัฒนาการจนมีความแตกต่างไปจากอดีตเป็นอย่างมาก สินค้าออกกลุ่มใหม่ๆ เช่น พลาสติกและยางมีสัดส่วนจากมูลค่าการส่งออกของไทยโดยรวมที่ 9% ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและเหมืองแร่ที่ 5.9% เคมีภัณฑ์ที่ 5.5% ผลิตภัณฑ์โลหะที่ 4.4% สุดท้าย ผลิตภัณฑ์ยานยนต์มีสัดส่วนสูงถึง 11.5% ซึ่งมักถูกมองว่าสร้างมูลค่าเพิ่มไม่มาก แต่ก็ต้องถือว่ามีการจ้างงานที่มีนัยสำคัญ
กลุ่มสินค้าออกดังกล่าวข้างต้นน่าจะสันนิษฐานได้ว่า ภาคเอกชนเป็นฝ่ายที่สร้างสรรค์โอกาสการส่งออกให้กับตนเองด้วยเองเหมือนๆ กับที่ภาคเอกชนพากันไปลงทุนในต่างประเทศด้วยความสามารถของตนเอง เนื่องจากว่ายังไม่เคยได้ยินว่ารัฐบาลเคยส่งเสริมในลักษณะใด ถ้าหากรัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนโดยการอำนวยความสะดวกหรือสร้างโอกาสใหม่ๆ เพิ่มขึ้น กลุ่มสินค้าเหล่านี้ก็อาจมีส่วนในการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดโลกได้ การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ก็จริง แต่ใช้ระยะเวลานาน การสร้างสรรค์การส่งออกจากศักยภาพที่มีอยู่แล้วย่อมเห็นผลได้เร็วกว่า
แต่จำไว้อย่างว่า เศรษฐกิจจีนชะลอตัวไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ส่งออกไทยติดลบ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงจังหวะที่อาจไม่เหมาะสมทางการตลาดที่อาจประดังเข้ามาพร้อมกันซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเตรียมการและแก้ไขสำหรับอนาคตได้







