วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาสงครามค่าเงิน

ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ ประกาศใช้ดอกเบี้ยติดลบ

เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ซบเซามานานนับสิบปี โดยหวังว่าการใช้นโยบายการเงินครั้งนี้น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ซึ่งการลดดอกเบี้ยได้ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงทันที เมื่อเทียบกับดอลลาร์ รวมทั้งเงินสกุลอื่น และน่าจะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่มีตลาดส่วนใหญ่อยู่นอกประเทศ แต่การใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบผิดความคาดหมายของตลาดในครั้งนี้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาหรือไม่นั้นยังเป็นประเด็นที่มีการตั้งข้อสงสัยจากตลาด

การประกาศใช้ดอกเบี้ยติดลบของบีโอเจ ทำให้บรรดานักวิเคราะห์มองไปไกลมากกว่าค่าเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มองกันว่าอาจจะเกิดสงครามค่าเงินระหว่างประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้แต่ละประเทศก็แอบๆใช้นโยบายค่าเงินเพื่อกระตุ้นการส่งออกของตัวเองอยู่แล้ว แต่เมื่อประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหลาย ใช้นโยบายค่าเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง ย่อมส่งผลกระทบมากกว่าประเทศเล็กๆอย่างไร และสร้างความผันผวนให้กับตลาดค่อนข้างมาก

อันที่จริง ประเด็นสงครามค่าเงิน เคยมีนักวิเคราะห์บางคนประเมินด้วยความกังวลก่อนหน้านั้นว่ากำลังจะเกิดขึ้น หลังจากจีนก็ใช้นโยบายทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเช่นเดียวกัน แม้ว่าเป็นการปรับตัวของจีนจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่บริโภคทรัพยากรมหาศาล เพื่อใช้ในการผลิตส่งออกและจีน ก็ถือว่าเป็นผู้ส่งออกสินค้าแทบทุกประเทศรายใหญ่ของโลก เมื่อค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง ก็ย่อมสั่นสะเทือนวงการค้าโลกตามไปด้วย

การใช้นยบายดอกเบี้ยติดลบของบีโอเจจึงน่าจับตาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจะทำให้สินค้าจากญี่ปุ่นมีความได้เปรียบในด้านราคามากขึ้น และเมื่อผนวกกับจีนใช้นโยบายค่าเงินเช่นเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้การแข่งขันการค้าโดยใช้ราคาเป็นตัวนำจะเห็นได้ชัดเจนในปีนี้ เพราะอย่าลืมว่าประเทศอุตสาหกรรมในเอเซีย ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ต่างก็มีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ในชีวิตประจำวัน สัดส่วนสินค้าที่ผลิตในเอเซียครองตลาดอย่างเหนียวแน่น

ดังนั้น การแข่งขันทางการค้าในสินค้าอุตสาหกรรมในปีนี้น่าจะเกิดขึ้นอย่างดุเดือด โดยใช้นโยบายการเงินเป็นตัวนำ ซึ่งผลกระทบย่อมเกิดขึ้นต่อประเทศเล็กๆอย่างไทย แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆจำนวนมากจะเป็นการลงทุนจากต่างชาติ แต่ก็มีอุตสาหกรรมอีกจำนวนมากที่เป็นของไทย ซึ่งต้องแข่งขันในตลาดโลกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่อยู่ในตลาดเดียวกันกับสินค้าจากประเทศจีนและญี่ปุ่น ย่อมต้องได้รับผลกระทบจากการแข่งขันไปด้วย 

สำหรับประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาเช่นเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลตระหนักดีถึงปัจจัยภายนอกในปีนี้ยังไม่สามารถพึ่งพาได้มากนัก จึงหันมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหวังว่าจะสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ แต่หากตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัวและเกิดการแข่งขันรุนแรง ก็จะทำให้การคาดหวังภาคส่งออกเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น และจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังต้องเผชิญกับปัญหาต่อไป เพราะอย่าลืมว่ามาตรการกระตุ้นต่างๆมีสัดส่วนไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับภาคส่งออก

ยิ่งกว่านั้น การประชุมครั้งล่าสุด ธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) เตรียมหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อประคองเศรษฐกิจ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าก็จะยิ่งเพิ่มความผันผวนในตลาดมากขึ้น เมื่อประเทศยักษ์ใหญ่ขยับใช้นโยบายการเงินพิ่มเติม และมีความเป็นไปได้ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไป ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ตลาดเงินตลาดทุนปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้งจากเงินทุนเคลื่อนย้าย ดังนั้น ความผันผวนที่เกิดขึ้นทั้งตลาดการค้าและตลาดเงินจึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าวางแผนรับมืออย่างไร