ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร
ขนานนามร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวก เพราะท่านมีชัยสวมหมวกตอนยกร่าง และเหมือนมีบางสิ่งพยายามปกปิดไว้ไม่ให้เห็น
แต่ผมมองต่างจากท่านอุทัย ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ปกปิดอะไร แต่เปลือยตัวตนออกมาให้เห็นแนวคิด และความพยายามทางการเมืองของท่านมีชัย พร้อมคณะ ตลอดจนความพยายามของ คสช.และรัฐบาลที่อยู่เบื้องหลังด้วย
หลายๆ ประเด็นสะท้อนแนวคิดโบราณ เกลียดกลัวการตรวจสอบจากประชาชน เช่น การลดทอนเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิชุมชน การไม่พูดถึงสิทธิของผู้บริโภค หรือการพยายามนำเกือบทุกเรื่องไปผูกติดไว้กับรัฐ ทั้งๆ ที่โลกยุคปัจจุบันต้องทำให้รัฐเล็กลง ให้ประชาชนและเอกชนใหญ่ขึ้น
มีบางเรื่องที่พยายามจะไม่ผูกกับรัฐ แต่ก็เหมือนซ่อนนัยแห่งผลประโยชน์ไว้ให้ผู้มีอำนาจ เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ
เหตุนี้เองผมจึงอยากเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “ฉบับลูกเทพ” เพราะ
1. เขียนตามความต้องการของผู้มีอำนาจ โดยเอาปัญหาบ้านเมืองมิติเดียวเป็นตัวตั้ง แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญไปตามแนวทางนั้น โดยไม่สนใจว่าผลกระทบที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
เช่น การเลือกตั้ง ส.ส.แบบจัดสรรปันส่วนผสม ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว คิดคะแนน 2 ระบบ คอยดูได้เลยว่าตอนเลือกตั้งจริงจะมีปัญหาร้องเรียนกันวุ่นวาย การเลือกตั้งแบบนี้ชัดเจนว่าต้องการสกัดพรรคการเมืองใหญ่บางพรรค ไม่ให้คุมเสียงในสภาอย่างเด็ดขาดเพียงพรรคเดียว แต่วิธีการมันมีอีกหลายวิธีที่เป็นประชิปไตยและถูกจริตกับคนไทยมากกว่านี้ (คนไทยเริ่มคุ้นมากกับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือกพรรคกับเลือกคน)
บอกตรงๆ ว่าระบบที่ กมธ.ยกร่างฯชุด อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ คิดไว้ ที่ว่าเป็นระบบจากเยอรมัน ยังดูเป็นธรรมและตอบโจทย์ได้มากกว่า
หรือการกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่าบ้านเมืองวิกฤติหรือยัง ใครหรือกลุ่มใดกำลังจะล้มล้างการปกครองหรือเปล่า มาตรานี้คล้ายๆ มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งนอกจากจะสร้างความวุ่นวาย ขัดแย้งอย่างหนักแล้ว (ช่วงที่มีการยื่นให้ศาลวินิจฉัย แล้วมีขั้นตอนอัยการสูงสุดรับ-ไม่รับ ฯลฯ) กลไกนี้ยังไม่เห็นป้องกันการล้มล้างการปกครองได้
เพราะ คสช.ก็เข้ายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอยู่ดี ท่านมีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอง ก็เป็นผลผลิตจากการฉีกรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น
อย่าลืมว่า ถ้าโจทย์ใหญ่ของประเทศคือการเป็นประชาธิปไตย แต่เรากลับไปวางกลไกต่างๆ เอาไว้แบบไม่เป็นประชาธิปไตย ถึงอย่างไรเสียปัญหาก็ต้องเกิด ความขัดแย้งก็ต้องมีมาอย่างไม่จบสิ้น
นี่จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับลูกเทพ สนองแนวคิดผู้มีอำนาจของแท้!
2. สืบเนื่องจากข้อ 1 เมื่อมีการใช้กลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในการแก้ปัญหาภายใต้กรอบใหญ่ประชาธิปไตย ปัญหาวุ่นวายในบ้านเมืองจึงเกิดตามมาแน่ และที่แน่ๆ ต้องจับตากระบวนการสืบทอดอำนาจ หากมีก็จะยิ่งวุ่น
ฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่เชื่อกันว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง เดินหน้าปฏิรูป จึงมีค่าเสมอแค่การขอพรจาก “ตุ๊กตาลูกเทพ” เพราะคงไม่มีมรรคผลอะไร นอกเสียจากสร้างฝันลมๆ แล้งๆ
และโอกาสที่บ้านเมืองจะเดินหน้าสู่วิกฤติ จนต้องฉีกรัฐธรรมนูญกันอีกรอบก็มีสูง ไม่ต่างจาก “ตุ๊กตาลูกเทพ” ในวันที่หมดความนิยมหรือเสื่อมมนต์ขลัง ถึงวันนั้นก็คงถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี
สถานที่รองรับ “ตุ๊กตาลูกเทพ” ที่ถูกทิ้งขว้าง คงไม่พ้น “วัด” แต่ไม่รู้จะเป็นวัดที่รับลงอาคม เบิกเนตร ปลูกเสกให้หรือเปล่านะ
ปัญหาคือ รัฐธรรมนูญที่ถูกทิ้งจะไปอยู่ที่ไหน และผู้คนที่ต้องสังเวยชีวิต สังเวยโอกาส และสังเวยอนาคตไปกับความวุ่นวายทางการเมืองกับรัฐธรรมนูญที่เป็นเพียงเครื่องมือการเข้าสู่อำนาจและแสวงหาประโยชน์ล่ะ...
จะเอาไปทิ้งไว้ที่ใด?









