วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การจัดการทรัพยากรบุคคล Gen Y

ปัจจุบันประชากร Gen Y คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของประชากรโลกและเป็นผู้บริโภคกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด

ตามนิยามที่มักใช้กันทั่วโลกคือกลุ่มผู้บริโภคที่เกิดระหว่างปี 1981 ถึง 2000 (ปัจจุบันอายุ 15 ถึง 34 ปี) จากการวิจัยของ Economic Intelligence Center (EIC) ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่นำเสนอการวิเคราะห์คุณลักษณะเด่นของกลุ่ม Gen Y ไทย 5 ข้อ ที่ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญ ได้แก่ 1) มีความคล่องตัวด้านเทคโนโลยี 2) ชอบมีสังคม 3) ตัดสินใจบนข้อมูล 4) ช่างเลือก และ 5) มีความรู้ทางการเงินเป็นอย่างดีเมื่อเทียบกับคนเจเนอเรชั่นก่อนหน้า โดยคุณลักษณะทั้ง 5 ข้อดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะติดตัวผู้บริโภคกลุ่มนี้ไปตลอดทุกช่วงอายุ ธุรกิจจึงควรนำมาปรับใช้เพื่อหากลยุทธ์ที่เหมาะสมหากต้องการประสบความสำเร็จกับกลุ่มเป้าหมายนี้ในระยะยาว และสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในการเจาะตลาดกลุ่ม Gen Y ไทย

เนื่องจาก Gen Y กำลังจะกลายเป็นกลุ่มแรงงานส่วนใหญ่ในบริษัท ธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดการด้านทรัพยากรบุคคล จากผลการสำรวจของ EIC ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงลึกถึงสิ่งที่ Gen Y ต้องการ EIC ได้มีข้อแนะนำ 3 ประการ กล่าวคือ 1) กำหนดขอบเขตของงานให้ชัดเจนและให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับบริษัทประเภทเดียวกัน 2) กำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วยการระบุเวลาในการเลื่อนขั้นและสิ่งที่บริษัทคาดหวังให้ชัดเจน คน Gen Y ค่อนข้างทะเยอทะยานในเรื่องงาน โดยจะมองหาความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานอยู่เสมอและต้องการที่จะเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว 3) จัดให้มีโครงการถ่ายทอดทักษะและความรู้ในที่ทำงานสำหรับหัวหน้างานและพนักงานของบริษัท รวมทั้งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมงาน คน Gen Y ให้คุณค่ากับประสบการณ์และการแชร์ความรู้ระหว่างกัน อีกทั้งยังชอบที่จะเข้าสังคมและทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน

ดังนั้น งานด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลก็จำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องและตอบรับกับความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของพนักงานในกลุ่ม Gen Y เริ่มตั้งแต่งานสรรหาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาผู้นำ รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้แก่พนักงาน

ผมขอเริ่มจากงานสรรหาบุคลากรก่อน ซึ่งการรับนักศึกษาฝึกงานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือ โครงการฝึกงานของนักศึกษาเพื่อโอกาสในการได้เข้ามาเรียนรู้โลกของการทำงานจริงก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ จากที่ให้รับผิดชอบงานเป็นชิ้นงาน ตามที่รุ่นพี่มอบหมายให้ทำ มาเป็นมอบหมายโครงการที่ต้องทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาฝึกงานในแต่ละสายงาน เป็นการสร้างวัฒนธรรมในการร่วมมือกันทำงานที่เป็นชีวิตจริงของการทำงาน ในเรื่องที่ได้ใช้ความสามารถในตัวของเขาผสมผสานกับความต้องการของธุรกิจ

ทำให้ได้มีโอกาสสร้างผลงานที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงานหรือสร้างชิ้นงาน โดยมีพี่ๆ พนักงานที่มีประสบการณ์แต่อยู่ในวัยใกล้เคียงกันมาเป็นผู้ฝึกอบรมให้แก่นักศึกษาหรือเป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำ คำปรึกษาต่างๆ ในระหว่างการทำโครงการ ซึ่งจะส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยังจะช่วยเพิ่มความผูกพันกับองค์กร

รวมทั้งช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกในการทำงานให้แก่นักศึกษา มีการนำเสนอโครงการและผลงานต่อผู้บริหาร การทำโครงการลักษณะนี้ทำให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติงานจริง ได้รับคำปรึกษาจากรุ่นพี่ในวัยใกล้เคียงกัน ซึ่งสอดคล้องกับคุณลักษณะของคน Gen Y ทำให้นักศึกษารู้สึกถึงการทำงานที่มีความน่าสนใจและอยากที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรในอนาคต

อีกหนึ่งแนวทางของการเตรียมความพร้อมให้กับคน Gen Y คือ การทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการสร้างหลักสูตร โดยองค์กรให้ความร่วมมือส่งพนักงานผู้มีประสบการณ์ไปช่วยสอนในหลักสูตร แบ่งปันประสบการณ์ให้กับนักศึกษา ทำให้เกิดการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนในมุมมองของผู้ที่ลงมือปฏิบัติจริง และมีการจัดเวลาให้นักศึกษามาฝึกงานใช้ความรู้ที่ได้เรียนจากห้องเรียนมาลองใช้ในการทำงานและกลับไปเรียนเพิ่มเติมในสิ่งที่ตนเองยังขาดไปในมหาวิทยาลัย เมื่อจบการศึกษา นักศึกษาได้มีโอกาสที่จะเลือกมาทำงานกับองค์กรต่อไป

การร่วมกับมหาวิทยาลัยเป็นการตอบโจทย์เรื่องการศึกษาของประเทศ ที่ผมเชื่อว่า การศึกษา ถ้าต่างคนต่างทำ จะประสบความสำเร็จน้อยกว่าการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอกชนกับภาคการศึกษา จะก่อให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนและการทำงานร่วมกันมากขึ้น อันจะทำให้แรงงานมีศักยภาพพร้อมที่จะผลักดันประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ในตอนหน้ามาติดตามกันนะครับว่า เมื่อพวกเขา Gen Y ทั้งหลายเข้ามาเป็นพนักงานในองค์กรแล้ว เราจะมีวิธีดูแลพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของเขาเหล่านั้น