วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มหากาพย์ LPG

ราคาไข่ไก่เป็นประเด็นทางการเมืองบ่อย จึงนับว่าโชคดีที่ “ไข่(สมัย)ประยุทธ์” ไม่แพง น้ำมัน-ก๊าซถูกมองเสมอว่า

เป็นสินค้าการเมืองที่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล มหากาพย์ LPG เป็นเรื่องของ “วัฏจักร” ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก สาเหตุจากมุมมองการเมืองทำให้เกิดนโยบายราคาถูกๆ ที่บิดเบือนกลไกตลาด สร้างปัญหาซับซ้อน (ดูตัวอย่างล่าสุดด้านล่าง) ต่อมาปัญหาบานปลายต้องแก้ไข แต่ไม่นานก็มีการสร้างปัญหาใหม่อีก! วนเวียนไปเรื่อยๆ...ถ้าหลุดพ้นได้เมื่อไรประเทศคงจะเจริญมั่นคงขึ้นอีกขั้น

ในส่วนของน้ำมัน ได้มีการคิดนอกกรอบที่จะ “ลอยตัว” ราคาน้ำมัน ทำให้ไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในบางช่วงได้สำเร็จส่งผลให้การใช้น้ำมันมีประสิทธิภาพ การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นช่วยให้คุณภาพ ความทั่วถึงปลอดภัย และบริการดีขึ้น ไม่มีปัญหาขาดแคลน ไม่ติด “กับดัก” ทางการคลัง แต่ LPG ยังแทบไม่เคย “ลอยตัว” ได้จริงจัง จึงไม่สามารถหลุดกรอบความคิดและกับดักเดิมๆ ได้

รัฐบาลประยุทธ์ปรับโครงสร้างLPG เมื่อต้นปี 2558 ให้การขายปลีกมีราคาเดียว (ยกเว้นราคาคนยากจนที่ต่ำกว่ามาก) ใช้ค่าเฉลี่ยของแหล่งจัดหาต่างๆ เป็นต้นทุน ทำให้ราคาตั้งต้นของ LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบในปิโตรเคมีเป็นราคาเดียวกันอีกครั้ง โดยใช้กองทุนน้ำมัน (แยกส่วนของ LPG) เป็นกลไกเกลี่ยต้นทุนที่แตกต่าง

ผลพวงที่เป็นรูปธรรมคือ คืนความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้เบนซิน-โซฮอล ที่เคยต้องจ่ายแพง เพราะถูกเก็บเงินกองทุน (และภาษี) ในอัตราสูงเพื่ออุ้ม LPG ที่ราคาขายปลีกถูกกำหนดไว้ต่ำเกินควร ทั้งต่ำกว่าราคาตลาด ต่ำกว่าต้นทุน ต่ำกว่าเชื้อเพลิงทางเลือกอย่างเบนซิน ทำให้มีการปรับเครื่องยนต์มาใช้ LPG มากมายมหาศาล ทั้งยังมีการกำหนดราคาที่แตกต่างตามประเภทการใช้งาน โดยการหุงต้มราคาต่ำสุด ทำให้มีการลักลอบใช้ผิดประเภทไปขายในรถยนต์และอุตสาหกรรมเพื่อทำกำไร และมีการลักลอบข้ามชายแดนไปขายในประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาสูงกว่ามาก

ส่งผลให้ความต้องการใช้ LPG โตผิดปกติมาก 10% ต่อปี ช่วง 2547-2555 สูงเกือบ 3 เท่าของ GDP โดยเฉพาะLPG รถยนต์โตเกือบ 6 เท่า การผลิตในประเทศไม่พอต้องนำเข้าแพงเพื่อขายในราคาต่ำ โดยอาศัยเงินจากผู้ใช้เบนซิน-โซฮอลทำให้เบนซิน-โซฮอลแพง ยิ่งคุ้มที่จะเปลี่ยนมาใช้ LPG ของก็ยิ่งขาดต้องนำเข้าแพงมาขายถูกเพิ่มอีกเป็น “วงจรอุบาทว์”

ในปี 2557 ประเทศไทยต้องนำเข้า LPG มากสุดถึง 2.1 ล้านตัน ตั้งแต่ปรับโครงสร้างราคา การนำเข้าลดลงมาเหลือแค่ 1.4 ล้านตันต่อปี ..แต่คงไม่ได้ใช้โดยคนไทยทั้งหมด!

การลักลอบขายข้ามประเภทในหมู่คนไทยน่าจะหมดไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างราคา แต่การลักลอบไปขายประเทศเพื่อนบ้านคงยังอยู่ จากข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานเดือนธันวาคม 2558 ราคาขายปลีก LPG ของไทยอยู่ที่ 22.30 บาท/ก.ก.ยังคงต่ำมากเทียบกับเขมรที่ 32.60 บาท/ก.ก. ลาวที่ 36.20 บาท/ก.ก. เวียดนามที่ 45.20 บาท/ก.ก. แต่ก็คงลดไปมากหากทหารควบคุมชายแดนได้ดี

อย่างไรก็ตาม มีการเรียกร้องให้ “ยกเลิกสิทธิพิเศษที่กลุ่มปิโตรเคมีได้รับในการใช้ก๊าซก่อนผู้อื่น” ทั้งที่ความเป็นจริงภาคครัวเรือนก็ได้สิทธิเท่ากันและมีการเสนอให้ “ปิโตรเคมีต้องนำเข้าเป็นสำคัญ”ซึ่งคงเป็นเพราะราคาLPG นำเข้ามักจะแพงกว่าราคาหน้าโรงแยกก๊าซ ประกอบกับมุมมองว่าปิโตรเคมีเป็น “ทุนสามานย์” ที่มา “แย่งชิง” การใช้ LPG จากภาคส่วนอื่นซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ในโลกปัจจุบันธุรกิจ-อุตสาหกรรมเป็นตัวจักรสำคัญของเศรษฐกิจ มีความเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นโดยพึ่งพาซึ่งกันและกัน เป็นแหล่งจ้างงานลูกหลาน แหล่งผลิตอุปกรณ์ของใช้แม้กระทั่งแหล่งลงทุนสำหรับครัวเรือนที่ออมผ่านกองทุนต่างๆ อุตสาหกรรมเจ๊ง ประชาชนก็เดือนร้อนไปด้วย อุตสาหกรรมควรเข้มแข็ง แต่ต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค

การเปลี่ยนกติกาใดๆ ต้องมีหลักเกณฑ์ คำนึงถึงผลกระทบ และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ยั่งยืน หากคิดว่าช่วงไหนแหล่งจัดหาใดราคาแพงก็สับไปให้ปิโตรเคมี รวมแล้วอาจทำร้ายคนไทยโดยไม่รู้ตัวเพราะมีทั้งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมผ่านธุรกิจต่อเนื่อง อนึ่งปิโตรเคมีสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบมากกว่าเผาเป็นเชื้อเพลิงถึง 3.5-8 เท่า

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในอดีตราคาขายส่ง ณ โรงแยกก๊าซก็เคยถูกกำหนดให้อิงการราคาตลาด (นำเข้าจากซาอุดิอารเบีย) โดยเป็นต้นทุนเดียวกันทั้งเชื้อเพลิงและวัตถุดิบตลอดมาจนถึงปี 2547 ที่รัฐบาลสมัยนั้นเริ่มตรึงราคาขายส่งสำหรับการใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยปิโตรเคมีมิได้รับประโยชน์ใดๆ เลยที่ว่าปิโตรเคมีได้เปรียบ เพราะจ่ายเงินกองทุนในอัตราต่ำนั้นจึงเป็นเพียงการใส่ร้าย เพราะในหลักการไม่ควรต้องจ่าย!

ปัจจุบัน น้ำมันพ้นวัฏจักรของมหากาพย์ไปแล้ว..อีกรอบ ถ้าวันนี้รัฐบาลประยุทธ์ยังคงยึดมั่นในหลักการและประโยชน์ที่ยั่งยืนของประเทศ ก็จะทำให้ LPG หลุดพ้นจากวัฏจักรดังกล่าวได้จริง...เป็นครั้งแรก