วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้ความไม่เท่าเทียม บทเรียนจากเวทีโลก

การประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ของบรรดาผู้นำธุรกิจ

และการเมืองโลกที่ดาวอส ที่เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา บรรดาผู้นำเหล่านี้ต่างมุ่งไปที่ประเด็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก ที่ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก แต่ประเด็นที่ยังท้าทายคือการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมระดับโลก ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามรายงานของออกเฟม ที่ระบุว่าช่องว่างรายได้ระหว่างคนร่ำรวยที่สุดกับคนยากจนส่วนใหญ่ของโลกนี้ โดยแนวโน้มความมั่งคั่งกระจุกตัวมากขึ้นในกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุด

อันที่จริง ประเด็นความไม่เท่าเทียม บรรดาผู้นำที่เข้ามาร่วมประชุมในครั้งนี้ ได้เคยแสดงความกังวลว่าจะสร้างปัญหาในระยะยาว พวกเขาเคยตกลงร่วมกันว่าจะช่วยกันลดความเหลื่อมล้่ำที่เพิ่มมากขึ้น แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่เคยเป็นจริงและได้รับการปฏิบัติ เป็นเพียงคำพูดที่ฟังดูแล้วทำให้รู้สึกว่าคนเหล่านี้รับผิดชอบต่อสังคมโลกมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น และในปีนี้ก็เช่นกันที่บรรดาผู้นำเห็นร่วมกันในหลายประเด็นในการดูแลสภาพแวดล้อมของโลกเพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป

ในขณะที่เรากำลังรอคอยให้เกิดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง ผลที่เกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น เพราะความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายด้าน บ่อยครั้งเกิดการต่อสู้รุนแรงเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในหลายภูมิภาคของโลก และในบางกรณีนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคม ซึ่งในอดีตเวลาดับเบิลยูอีเอฟ เคยหยิบยกมาเป็นประเด็นว่าความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นนี้เองเป็นภัยคุกคามต่อความมีเสถียรภาพทางสังคมและการเมือง

ดังนั้น การแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมจำเป็นอย่างมาก ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับรากฐาน เพราะที่ผ่านมา ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก ซึ่งบรรดาธุรกิจที่มีบทบาทสร้างความมั่งคั่งและการเติบโตทางเศรษฐกิจ มักจะแสวงหาแหล่งลงทุนไปทั่วโลกที่เอื้อให้สามารถทำกำไรได้สูงสุด โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดแคลนเงินทุน แต่มีทรัพยากรราคาถูก ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและแรงงาน รวมถึงเงื่อนไขด้านภาษีเพื่อจูงใจการลงทุน

นโยบายการพัฒนาที่มุ่งเอาอกเอาใจภาคธุรกิจนี้เอง ที่นำไปสู่ปัญหาความไม่เท่าเทียม แน่นอนว่าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่งคั่ง แต่ในทางตรงกันข้ามกลับสร้างความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและจากความได้เปรียบด้านเงินทุน ซึ่งสามารถแสวงหาผลกำไรได้มาก ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจนในระดับโลกมีปัญหามากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากรัฐบาลแต่ละประเทศไม่พยายามกลับทิศทางการพัฒนาเสียใหม่ เราก็ยิ่งพบเห็นความเหลื่อมล้ำมีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้

กรณีตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือสังคมไทยเอง ก็ตระหนักถึงปัญหานี้เช่นเดียวกัน หลังเกิดความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งบรรดาผู้นำทางการเมืองและนักธุรกิจต่างตระหนักว่าสมควรจะเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยมองว่าเป็นต้นตอของความขัดแย้งในสังคมไทย แม้ว่ามีความพยายามจากหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ดูเหมือนว่าแนวทางการแก้ปัญหาก็ไม่ต่างจากบรรดาผู้นำระดับโลก กล่าวคือ วัดผลเชิงปฏิบัติได้ยาก

ดังนั้น กรณีของการประชุมหรือแสดงความคิดเห็นอย่างเวทีดับเบิลยูอีเอฟ อาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนไทย และอาจเป็นบทเรียนสำหรับรัฐบาลหากต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะหากยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโตเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สำเร็จเหมือนที่หลายประเทศล้มเหลวมาแล้ว แต่อาจทำให้ช่องว่างเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราอาจต้องมาทบทวนในระดับพื้นฐานกันใหม่ว่าสิ่งที่เราต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจริงๆนั้นคืออะไร หาไม่แล้วปัญหาความไม่เท่าเทียมก็ยังเป็นภัยคุกคามสังคมในอนาคต