วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติภัยแล้ง 200 วันอันตราย

กรมชลประทานประเมิน สถานการณ์ภัยแล้ง ณ ขณะนี้รุนแรงมากขึ้น

 ภาพความแตกระแหงของดินในท้องทุ่งเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากความชื้นในดินลดลง พื้นที่ที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำจะเริ่มมีปัญหา ในขณะที่สภาพฝนในขณะนี้แม้จะมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ไหลลงอ่างเก็บน้ำ 

น้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ ที่เก็บน้ำในช่วงแล้งปี 58/59 นี้เพียง3,908ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม.) ใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

ผลบริหารจัดการน้ำตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 – 22 ม.ค. 2559 พบว่า มีน้ำเหลืออยู่ในอ่าง รวม 3,500 ล้านลบ.ม.โดยให้มีการระบายน้ำได้ประมาณ15.9-18.9 ล้าน ลบ.ม. /วัน เพื่อรักษาระบบนิเวศ ลดค่าความเค็มของน้ำทะเลไม่ให้ช่วงที่มีน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการทำน้ำประปาได้

การทำนาปรังในลุ่มเจ้าพระยาที่มีอยู่ในขณะนี้ 1.772 ล้านไร่น้อยกว่าปี2557/58 ประมาณ 1.1 ล้านไร่ ไม่ได้พึ่งพาน้ำจากระบบชลประทาน โดยพื้นที่ ที่มีการทำนาปรังมากที่สุด คือ พิษณุโลก พิจิตร มีแหล่งน้ำเป็นของตัวเอง และเพียงพอกับการหล่อเลี้ยงต้นข้าวจนกว่าจะถึงการเก็บเกี่ยว

สถานีสูบน้ำต่างๆทำการสูบเฉพาะน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคเท่านั้น ซึ่งจะจัดเวรสูบเป็นบางครั้ง 

น้ำที่เหลือในเขื่อนหลัก 4 แห่ง รวม 3,500 ลบ.ม. นั้นจึงเพียงพอที่จะใช้ได้จนถึงเดือน ก.ค. หรืออีก 200 วันข้างหน้า

กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง ปี 2558/59 จากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้งหมดตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ย. 2558 – 30 เม.ย. 2559 โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั่วประเทศ 11,120 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับความสำคัญคือ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,173 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 5,487 ล้านลบ.ม. เกษตรกรรม 3,264 ล้าน ลบ.ม. และอุตสาหกรรมกรรม 196 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินความเสี่ยง จากปัญหาภัยแล้งที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกเท่านั้น ขณะที่ครึ่งปีหลังโอกาสที่จะเกิดภาวะฝนแล้งมีน้อยลง

ผลกระทบเชื่อว่าจะกระทบในส่วนการเพาะปลูกเท่านั้น ไม่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยก่อนหน้านี้ ธปท. ค่อนข้างห่วงว่า สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้จะส่งผลกระทบมายังภาคอุตสาหกรรม แต่เท่าที่ดูตอนนี้ถือว่าภาครัฐจัดการได้ดี จึงไม่ถึงกับเป็นห่วงมากนัก และเท่าที่ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับภาคอุตสาหกรรม ก็มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว

เท่าที่ประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ ผลกระทบจึงจำกัดอยู่เฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจมากนัก และทั้งหมดนี้อยู่ในการประมาณการของธปท.แล้ว

ขณะที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์ทางอากาศ มีความเห็นตรงกันว่า จะเกิดฝนตกตามฤดูกาล เนื่องจากไทยก้าวเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ่ โดยปกติประเทศไทยจะมีฝนหลังวันแรกนาขวัญ หรือตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. เป็นต้นไป

สถานการณ์จากนี้ไปอีก200วันที่ฝนจะตกลงมา เป็นสถานการณ์เข้าสู่ภัยแล้งรุนแรง แม้ธปท.จะไม่กังวลโดยเห็นเป็นแค่เพียงผลกระทบเพียงเล็กน้อย ในแง่ผลกระทบเศรษฐกิจภาพใหญ่ที่มีต่อตัวเลขจีดีพีอาจไม่มาก 

แต่ภัยแล้งเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับสถานะของคนชนบท ชาวบ้าน ชาวสวนจำนวนมาก รายได้หดหายเพราะทำการเกษตรไม่ได้ ไม่มีเงินใช้จ่าย

แน่นอนคนเมืองอาจจะรู้สึกสุขสบายเพราะเปิดก็อกน้ำ ก็มีน้ำใช้ แต่ต้องพึงระลึกถึงด้วยว่าเป็นความเสียสละของคนรากหญ้าที่เขายอมปิดก็อกทำนา เพื่อให้คนกรุงมีน้ำใช้

คงต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำให้ดีและทุกคนทุกฝ่ายต้องมีสำนึกร่วมช่วยกัน

จากนี้ไปเป็น200วันอันตรายอย่างแท้จริง !!!!!!