วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินไทย

บิล กรอส อดีตผู้บริหารกองทุนพิมโค ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของโลก

 ปัจจุบันได้ผันตัวเองไปนั่งบริหารกองทุนของ Janus Capital ได้โพสต์เป็นความเห็น ระหว่างการร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม หรือ WEF ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเผาไหม้อยู่นั้น การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ กลับไม่สัมฤทธิผล และขาดประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การดำเนินนโยบายการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ไม่อาจจะเห็นผลอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน จากการที่ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ตกต่ำอย่างหนักเรียกว่า เลือดสาดไปตามๆ กัน ทำให้นักลงทุนต่างกังวลใจว่า จะเกิดเป็นวิกฤติการเงินโลกรอบใหม่ในปีนี้หรือไม่? ทำให้นักลงทุนแตกตื่นขายหุ้นออกทั่วโลกด้วยเหตุผลต่างมุมมองสุด แต่ใครจะอธิบายความว่า ทำไมหุ้นทั่วโลกถึงได้ตกขนาดนี้ โดยเฉพาะจุดโฟกัสที่พุ่งเป้าไปที่การปรับลดลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นจีน ตั้งแต่กลางปี 2558 จนถึงขณะนี้ รวมทั้งการอ่อนค่าของเงินหยวน ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มของเศรษฐกิจจีน ที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยที่ยังหาจุดต่ำสุดไม่ได้

มีความน่าสนใจจากที่ประชุม WEF จากผู้บริหารกองทุนในสหรัฐรายหนึ่งว่า ธนาคารกลางในประเทศขนาดใหญ่ ได้ทำให้ทรัพย์สินโลกมีปัญหาด้วยการพิมพ์เงินรวมกันกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าไปซื้อพันธบัตรและหุ้นในระยะ 7 ปีที่ผ่านมา เพื่ออุ้มภาคธุรกิจที่ประสบปัญหา และยังอุ้มรัฐบาลในหลายประเทศ ที่มีการก่อหนี้จนเกินตัว เมื่อครั้งเกิดวิกฤติการซับไพร์ม และวิกฤติเลห์แมน บราเธอร์สล้มละลาย เรื่อยมาถึงวิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรป ส่งผลให้หุ้นที่ตกหนักตอนนี้ จะมีโอกาสที่จะตกหนักกว่านี้อีก ท่ามกลางสภาพคล่องที่เริ่มเหือดแห้ง ถ้าหากนักลงทุนพร้อมใจกันเทขายหุ้นออกมาในเวลาเดียวกัน ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปี 2559 นี้ หลังจากที่ได้ปรับขึ้น 0.25% เป็น 0.5% เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ปีที่แล้ว จะทำให้ภาระของการกู้ยืมเงินในโลกนี้สูงขึ้นในขณะที่นักลงทุนและพวกบริหารกองทุน มีการลงทุนกันอย่างแออัดในตลาดสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ทำให้มีผลกระทบมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ต่อตลาด โดยดูเหมือนว่า หัวใจของปัญหา ก็คือสภาพคล่องที่อาจจะลดลงไปอย่างรุนแรงที่ทำให้ทุกคนกลัว

นอกจากนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ IIF ได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ สรุปผลของการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผันผวนรุนแรงระบุว่า ในปี 2558 นักลงทุนและสถาบันการลงทุนทั่วโลก พากันถอนเม็ดเงินลงทุนออกจากประเทศในตลาดเกิดใหม่มากกว่า 7.35 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นภาวะย่ำแย่ที่สุดในรอบ 15 ปี โดยที่มูลค่าเงินที่ถอนออกจากการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ดังกล่าว มีจำนวนมากกว่าในปี 2557 ถึง 7 เท่าตัว ทั้งนี้พบว่า ตลาดที่สูญเสียเม็ดเงินลงทุนมากที่สุด คือ ตลาดจีนมีมูลค่าสูงถึง 6.76 แสนล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 90% ของเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ โดยที่ IIF ยังได้คาดการณ์ว่านักลงทุนทั่วโลก มีแนวโน้มจะถอนโอนย้ายเงินออกจากการลงทุนจากประเทศกำลังพัฒนาในตลาดเกิดใหม่อีกกว่า 3.48 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ และมีรายงานว่าช่วงต้นเดือนม.ค. ธนาคารกลางสหรัฐได้ดูดสภาพคล่องออกจากตลาด 1.7 แสนล้านดอลลาร์ในวันเดียว ส่งผลให้ตลาดหุ้นถึงกับหัวทิ่มลงมา โดยเฉพาะเมื่อรวมทุกตลาดแล้วมาร์เก็ตแคปหุ้นใน 40 ตลาดสำคัญซึ่งนับรวมตลาดหุ้นสหรัฐด้วยนั้นสูญหายไปถึง 17 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย มีรายงานล่าสุดประเมินความเสี่ยง ที่มีต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยนับจากปี 2558 มีมากขึ้น เนื่องจากความล่าช้าของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างช้าๆ กระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจบางส่วน นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของตลาดการเงินโลกที่สูงขึ้น ยังทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ ผันผวนมากขึ้น แต่เชื่อว่า ฐานะการเงินของภาคเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ภาคสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ ยังมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งยังต้องติดตามพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน และความเสี่ยงที่สูงขึ้นภายใต้อัตราดอกเบี้ย ที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน รวมถึงความเสี่ยงจากโครงสร้างของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Non-banks และความเสี่ยงจากเทคโนโลยีการเงินใหม่ๆ ทั้งนี้ จากการสแกนแผนที่การลงทุนในหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีนี้ของสำนักข่าวบลูมเบิร์กพบว่า ตลาดหุ้นที่ซบเซาหนักตกต่ำลงอย่างน้อย 20% เช่นจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย แคนาดา บราซิล อาร์เจนตินา ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ