วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นโยบาย GMO ของยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีนโยบายว่าด้วยการตัดแต่งทางพันธุกรรม (Genetically Modified Organism - GMO)

ที่เรียกว่าเข้มงวดที่สุดในโลกซึ่งกฎหมายGMO ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับการเพาะปลูก การใช้ การนำเข้า และการอนุญาตให้วางจำหน่ายสินค้า GMO หรือสินค้ามีส่วนประกอบจาก GMO จากประเทศที่สามในสหภาพยุโรปอย่างเข้มงวดและชัดเจน

สหภาพยุโรปอันที่จริงห้ามการเพาะปลูก นำเข้า หรือวางจำหน่ายสินค้าประเภท GMO หรือที่มีส่วนประกอบมาจาก GMO ยกเว้นในกรณีที่สินค้าดังกล่าวได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของสหภาพยุโรปแล้วเท่านั้น ซึ่งต้องมีการค้นคว้าวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าสินค้า GMO นั้นไม่เป็นภัยต่อสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม (ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญและใช้ระยะเวลานานมาก) และที่สำคัญมีความปลอดภัยเทียบเท่าพืชปกติ

ปัจจุบัน ในยุโรป มีสินค้า GMO 49 รายการที่ได้รับการอนุญาตตามระบบของสหภาพยุโรป โดยแบ่งเป็น 1. สินค้า GMO ที่ได้รับการอนุญาตให้เพาะปลูกในสหภาพยุโรปได้แล้ว (แต่ไม่ได้ใช้สำหรับเป็นอาหารหรืออาหารสัตว์ แต่ใช้เฉพาะในอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมกระดาษ) อาทิ ข้าวโพด GM maize (MON 810) และมันฝรั่ง “Amflora” (GM starch potato) และ 2. สินค้าพืช GMO ที่ได้รับการอนุญาตให้นำเข้าสำหรับใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ ได้แก่ หัวบีทน้ำตาล (sugar beet) 1 ประเภทถั่วเหลือง (soybean) 7 ประเภท เมล็ดเรปซีดสำหรับน้ำมัน (oilseed-rape) 3 ประเภทฝ้าย (cotton) 8 ประเภท และข้าวโพด (maize products) 26 ประเภท

อย่างไรก็ดี นโยบาย GMO ของสหภาพยุโรปยังไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันเท่าที่ควร เนื่องจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศมีนโยบายต่อต้านและไม่ส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืช GMO และสหภาพยุโรปก็ไม่เข้าไปควบคุมหรือบังคับเกี่ยวกับประเด็นการอนุญาตให้เพาะปลูกพืช GMO ในเขตอาณาของประเทศสมาชิกนั้นๆ (ซึ่งยังคงอำนาจบางส่วนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของประเทศสมาชิก) ดังนั้น จึงส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างการกำหนดและการดำเนินนโยบาย GMO ในระดับสหภาพยุโรป (ที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการยุโรป) กับนโยบายของประเทศสมาชิก อาทิ แม้สินค้า GMO จะได้รับการอนุญาตตามระบบของสหภาพยุโรปให้ใช้ นำเข้า และวางจำหน่ายในสหภาพยุโรได้แล้ว

แต่ประเทศสมาชิกยังสามารถห้ามการเพาะปลูกพืช GMO บางประเภทในเขตอาณาของประเทศตนได้ ปัจจุบันมีประเทศยุโรปประมาณ 15 ประเทศ (จาก 28 ประเทศ) ที่ต้องการห้ามการเพาะปลูกพืช GMO ในประเทศตน อาทิ เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรีย บัลเกเรีย โครเอเชีย กรีซ ฮังการี อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ และโปร์แลนด์ และบางประเทศก็ยอมรับการเพาะปลูก GMO ในประเทศตน อาทิ โปรตุเกส และสเปน

นโยบาย GMO ของสหภาพยุโรปยังมีนัยสำคัญที่เกี่ยวกับการดำเนินการค้า และการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม รวมทั้งประเทศไทย ด้วย โดยเฉพาะประเด็นการปนเปื้อนของ GMO (ประเภทที่สหภาพยุโรปไม่ได้อนุญาต) มากับสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ที่นำเข้ามาจากประเทศที่สามมายังสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญมากและมีการกำหนดนโยบายในลักษณะ zero-tolerance เกี่ยวกับระดับการปนเปื้อนของ GMO ในสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ที่ส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป อาทิ กรณีมะละกอจากไทย

สำหรับประเทศไทยมีนโยบายไม่อนุญาตให้มีการเพาะปลูกหรือนำเข้าพืชหรือเมล็ดพันธุ์GMO เพื่อเพาะปลูกในทางพาณิชย์ ยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัยที่ดำเนินการในโรงเรือนหรือแปลงทดลอง (และไม่ให้ดำเนินการในไร่นาของเกษตรกร) ดังนั้น ตามหลักการแล้วสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ที่ส่งออกจากไทยไปยังตลาดสหภาพยุโรป รวมทั้งที่จำหน่ายในประเทศ จึงควรปลอด GMO ทั้งหมดโดยปริยาย

แต่ปรากฎว่าสินค้าส่งออกที่สหภาพยุโรปพบ GMO ปนเปื้อนมากที่สุดตัวหนึ่ง คือมะละกอจากประเทศไทย (ไทยเคยเกิดกรณีมะละกอGMO ปนเปื้อนจากแปลงทดลองออกสู่สิ่งแวดล้อม และแพร่กระจายไปสู่แปลงเกษตรกร 2,600 ราย​ทั่วประเทศ ในปี 2547) จึงทำให้เราเริ่มสงสัยและไม่แน่ใจว่าสินค้าเกษตรและอาหารที่เรารับประทานอยู่ทั้งในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศจะมีการปนเปื้อน GMO หรือไม่?

สำหรับประเทศไทย การเฝ้าสังเกตและเรียนรู้ประสบการณ์ของสหภาพยุโรปในการกำหนดทิศทางนโยบาย GMO น่าจะเป็นประโยชน์ในการวางยุทธศาสตร์และกำหนดนโยบาย GMO ของไทยให้รัดกุมและมีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งประเด็นร้อนล่าสุด“ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ พรบ. GMO” ที่นำเสนอโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เพิ่งถูกยกเลิกการพิจารณาไป ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากหลายฝ่าย โดยเกรงว่าจะเป็นการเอื้อผลประโยชน์และเปิดโอกาสให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างชาติเข้ามาผูกขาดการค้าในประเทศไทย และเป็นการเปิดให้มีการทดลองพืชสัตว์ GMO อย่างเสรี

อยากให้ลองมองหลายๆ มุม โดยประเด็นที่น่าสนใจจากประสบการณ์ของสหภาพยุโรปคือการมีกรอบกฎหมาย GMO และมีระบบการควบคุมให้อนุญาตที่เข้มงวด แต่ก็เป็นการประสานประโยชน์ของการยอมรับการใช้เทคโนลยีชีวภาพกับภาคเกษตรกรรมในระดับหนึ่ง โดยไทยอาจศึกษาประโยชน์ของพืชและสินค้า GMO (บางประเภทที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลแล้ว โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรปซึ่งปกตินับว่าต่อต้าน GMO มาก) ว่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาและผลักดันการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดได้อย่างไร

นอกจากนั้น ไทยควรเน้นมาตรการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของ GMO ในสินค้าที่มีความเสี่ยง และการยกระดับความเข้มงวดของมาตรการควบคุมการปนเปื้อนของ GMO ในสินค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป และรวมทั้งสินค้าที่บริโภคในประเทศไทยด้วยนอกจากสินค้ามะละกอแล้ว สินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากข้าว (อาทิ ข้าวเกรียบ ขนมขบเคี้ยว เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากข้าว) เป็นอีกสินค้าที่สหภาพยุโรปจับตาการปนเปื้อนของ GMO อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าที่จากประเทศจีน แม้ประเทศไทยยังไม่มีปัญหาเรื่องการปนเปื้อนของ GMO ในสินค้าข้าว แต่ก็ควรเฝ้าระวังการปนเปื้อนของ GMO ในสินค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทยไว้ด้วย

การพัฒนาและยกระดับความเข้มงวดของมาตรการควบคุมตรวจสอบการปนเปื้อนของ GMO ในสินค้าเกษตรและอาหารจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและจำเป็น ที่สำคัญภาครัฐต้องให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของ GMO อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมไม่ว่า พ.ร.บ. GMO ฉบับใหม่จะผ่านได้หรือไม่ได้ก็ตาม

-----------------------

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd