การเมืองเวียดนามกำลังร้อนระอุ อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน
เพราะการประชุมสภาประชาชนครั้งสำคัญที่ฮานอย ที่เริ่มเมื่อวานจะเลือกผู้นำยุคใหม่ ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีอัตราโตสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก...ใกล้ ๆ ปีละ 7%
ขณะที่เรากำลังพูดถึงอัตราโตเศรษฐกิจของไทยระหว่าง 3.2-3.5% ตัวเลขของเวียดนามย่อมเป็นที่อิจฉาของคนไทยไม่น้อย
เหตุผลที่เวียดนามมีความคึกคักทางเศรษฐกิจ เพราะความต้องการภายในพุ่งสูง และปริมาณเงินลงทุนจากต่างประเทศกระโดดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบางส่วนที่เวียดนามได้คือสิ่งที่ประเทศไทยสูญหาย
ปีที่ผ่านมาการบริโภคภาคเอกชนโต 9.3% และเงินลงทุนต่างประเทศพุ่ง 17.4% ไปอยู่ที่ $14.5 พันล้านซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
ขณะที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว รัสเซียและบราซิลมีอาการอ่อนปวกเปียก ราคาน้ำมันร่วง ตลาดหุ้นผันผวน เวียดนามเหมือนเป็นภูผาน้อย ๆ ที่ยังยืนหยัดในพายุระดับโลกได้ดีพอสมควร
ผมดูแผนเศรษฐกิจของเวียดนามระหว่าง 2016-2020 แล้วก็เห็นความกล้าหาญของผู้นำของเขา เพราะแม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาพอสมควร แต่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยังยืนหยัดที่จะโตที่ 7%
นักวิเคราะห์บอกว่าในภาวะที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ และการส่งออกหดหายนั้น “ความต้องการภายใน” เป็นหัวใจของการรักษาอัตราโตทางเศรษฐกิจ
ประชากรของเวียดนามที่ 92 ล้านคนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า ทั้งในฐานะผู้บริโภคที่มีฐานะความเป็นอยู่แข็งแกร่งขึ้นและในรูปแบบ “ทุนมนุษย์” ที่พัฒนาเป็นทรัพยากรด้านปัญญาและนวัตกรรมได้อย่างดียิ่ง
ประกอบกับความมุ่งมั่น ขยันขันแข็งและความมีวินัยสูงของคนเวียดนาม การสร้างชาติยุคใหม่จึงสามารถเกิดขึ้นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ทางการเวียดนามประเมินว่า ปีนี้อัตราโตเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 6.7% ซึ่งเท่ากับปีที่ผ่านมา
การประชุมสภาแห่งชาติที่เริ่มเมื่อวาน จะใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อเลือกเลขาธิการพรรค ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีใหม่
ระดับนำของประเทศกำลังจะผลัดใบครั้งใหญ่
คาดกันว่านายกรัฐมนตรี เหงียนตันดุง อาจเลื่อนไปเป็นเบอร์หนึ่งของพรรค แต่เหงียนฟูตรองที่เป็นเจ้าของตำแหน่งนี้อาจจะพยายามรักษาเก้าอี้เดิม
จุดยืนของนายกฯคนนี้ต่อต้านจีนขณะที่เลขาฯ พรรคปัจจุบัน เอียงไปข้างประนีประนอมกับปักกิ่งพอสมควร
แกนนำใหม่ของเวียดนามจะต้องเจอกับความท้าทายใหญ่ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างใหญ่หลวง เพราะเวียดนามคบหาสหรัฐฯ ใกล้ชิดมากขึ้น และวางตัวเป็นคู่กรณีกับจีน ในความขัดแย้งในทะเลจีนใต้อย่างเปิดเผย
อีกทั้งผู้นำใหม่จะต้องไม่กลับไปหาความผิดพลาดเดิม ที่เคยกระทบเศรษฐกิจเวียดนามอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อสูง ยอดเงินกู้พุ่งจนระบบสถาบันการเงินมียอดหนี้เสียหรือ NPLs สูง
รวมไปถึงปัญหาที่รัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิพิเศษภายใต้การคุ้มครองของพรรคและรัฐบาล อีกทั้งยังขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถจะแข่งขันกับเอกชนได้
เวียดนามฟื้นจากภาวะชะงักงันมาระยะหนึ่ง และดูเหมือนจะสามารถสร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุนต่างประเทศได้ไม่น้อย
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การสามารถรักษาความคึกคักต่อเนื่อง ปราบปรามคอร์รัปชันที่เป็นปัญหาอยู่ในหลายระดับ และการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก ที่มีกติกาสากลซึ่งหมายถึงการปรับตัวของคนเวียดนามไม่น้อยเลย
ณ วันนี้หลายคนมองว่าเวียดนามแซงไทยไปในหลายด้านเพราะวินัย ความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังกับการยกเครื่องระบบการศึกษา
มีแนวโน้มว่าทุนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้บางส่วน โยกจากไทยไปเวียดนาม เพราะเขามีปัจจัยดึงดูดดีกว่าไทย... เรารู้หรือยังว่ามันคืออะไร? และจะแก้เกมอย่างไร?









