ผมได้ข่าวแว่วๆ มาจากครูหลายโรงเรียนว่าได้รับคำสั่งให้ตื่นเช้ามากขึ้น เพื่อรอรับนักเรียนที่จะต้องเดิน
แถวจากบ้านมาโรงเรียน ซึ่งผมก็แปลกใจและกำลังถามไปยังเพื่อนหลายๆ คนว่านโยบายนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหมือนเดิม แล้วนโยบายเดิมที่เคยใข้เมื่อ 50-60 ปีก่อนจะทำงานได้อย่างไร
ผมคิดว่าหากจะย้อนอดีตกันจริงๆ ก็ลองย้อนกลับไปให้ไกลเกินประสบการณ์ชีวิตของผู้นำสพฐ. ก็น่าจะทำให้เราเข้าใจความหมายของ “วินัย” ในสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้น
จำเป็นต้องเน้นกันก่อนว่า การมีวินัยของคนอาจเกิดจากการบังคับทางกายได้ก็จริงอยู่ แต่จะต้องบังคับด้วยเงื่อนไขที่สลับซับซ้อนไม่ใช่ด้วยการใช้อำนาจเพียงอย่างเดียว หรือการสั่งด้วยอำนาจเพียงอย่างเดียวเพื่อฝึกให้คนมีวินัย (ซึ่งเป็นอำนาจนิยมที่เผด็จการทั้งหลายชอบใช้) เป็นวิธีที่ปราศจากสติปัญญาและไม่ได้ผลอย่างแท้จริง
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพท่านใช้คำว่า “ตกแต่งนิสัยใจคอ” ของนักเรียนและพลเมืองทั่วไป ซึ่งกระบวนการตกแต่งนิสัยใจคอก็สลับซับซ้อนอย่างมาก เพราะอาศัยกลวิธีนานาชนิดเช่นตกแต่งนิสัยใจคอด้วยความรู้ประวัติศาสตร์ไทยชีวประวัติคนในสถานภาพต่างๆ ศิลปะไทย ภาษาไทย วรรณคดีไทย
การสร้างระบบความสัมพันธ์ของคนแต่ละกลุ่ม เพื่อที่จะร่วมกันจรรโลงรัฐสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ก้าวต่อไปได้ ท่านได้ทำให้กรอบความคิดจินตนาการเรื่อง “ความก้าวหน้าของปัจเจกชนและชาติบ้านเมือง” เชื่อมต่อกันอย่างสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ท่านจึงเน้นในการเขียนประวัติผู้คนในหนังสือแจกงานศพในทำนองว่าชีวิตคนจะเจริญก้าวหน้าและมีความหมาย ก็เนื่องจากได้อุทิศตนเองทำการทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง
การสร้างความหมายของ“ชีวิต” ของคนแต่ละกลุ่มเชื่อมต่อกับภาพจินตนาการของ “ชาติบ้านเมือง” ที่จะต้องเดินไปสู่ความก้าวหน้าเป็นกรอบของระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ชนชั้นนำในสมัยรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สร้างขึ้น และได้ทำให้เกิดเงื่อนไขที่จะขยายความคิดนี้ไปสู่ราษฎรทั่วไปผ่านกลไกอำนาจรัฐ และช่องทางของการทำมาหากินทุกมิติ ซึ่งระบบการศึกษา/โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการขยายพลังทางความคิดนี้
ชนชั้นนำของไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งครอบอำนาจสูงสุด ท่านก็ไม่ได้ใช้วิธีการแบบอำนาจนิยมเพียงอย่างเดียว
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อคณะราษฎรได้มีอำนาจอย่างแท้จริงในช่วงต้นทศวรรษ 2480 ก็ได้พยายามสร้าง “วินัย” อีกชุดหนึ่งที่เน้นความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในจินตนาการของผู้คน พร้อมกับทำให้ความเสมอภาคของผู้คนนั้นสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการอุทิศตนเองเพื่อชาติ งานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญเป็นกิจกรรมที่สำคัญ ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากได้เข้ามาร่วมกันอย่างเสมอภาค และได้ร่วมกันรับรู้ความก้าวหน้าของชาติ ผ่านการนำเสนอความสำเร็จของหน่วยราชการต่างๆ
ภายหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านก็ตกแต่งนิสัยใจคอด้วยสื่อสารพัดชนิด เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น โขน ละคร ความสำเร็จในการสร้าง “วินัย” ของคนไทย ด้วยการตกแต่งนิสัยใจคอของชนชั้นนำไทยในอดีตจึงมีผลค่อนข้างยั่งยืน และทรงพลังอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทย
หากพิจารณาความสำเร็จในการสร้าง “วินัย” ด้วยการ “ตกแต่งนิสัยใจคอ” ผู้คนของปัญญาชนในอดีต จะพบว่าท่านทั้งหลายรับรู้ถึงพันธกิจที่จะต้องทำให้เกิดราษฎร/พลเมืองของยุคสมัย และท่านก็ได้ใช้ทุกวิถีทางในกระบวนการสร้างคนตามความเหมาะสมของยุคสมัย
ที่น่าตกใจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังทศวรรษ 2520 เราไม่ค่อยได้พบ/เห็น/รับรู้บทบาทปัญญาชนของสังคมไทยในลักษณะดังกล่าว อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ น่าจะเป็นปัญญาชนท่านสุดท้ายที่มองเห็นภาพรวม และภาพอุดมคติของสังคม พร้อมกับได้พยายามสร้าง/รื้อฟื้นความรู้และจินตนาการความหมายของผู้คนให้แก่สังคมไทย
พันธกิจในการสร้าง “วินัย” และ “การตกแต่งนิสัยใจคอ” ของผู้คน จึงตกเป็นภาระของกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลัก ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะหากผู้นำในกระทรวงไม่เข้าใจความหมายต่างๆ ที่แฝงฝังในสังคมและไม่เข้าใจว่าจะผลักดันให้เกิดปฏิบัติการในสังคมอย่างไร นโยบายตื้นๆ ก็จะมีมากขึ้นอย่างที่เห็นกันอยู่
ในสังคมประชาธิปไตยกระทรวงศึกษาธิการควรจะคิดให้ดีว่า อะไรคือ “วินัย” ที่เด็กไทยและผู้ใหญ่ไทยในอนาคตพึงมี เพื่อให้ชีวิตของคนไทยและสังคมไทยบรรลุเป้าหมายอันดีงาม ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับที่จะตอบหากต้องรับผิดชอบ ก็ควรจะต้องแสวงหาผู้คนส่วนอื่นให้เข้ามาร่วมทางผู้นำของกระทรวงต้องระดมสมองจากหลายฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจสังคมและอุดมคติของสังคม (แต่ที่แน่ๆ ก็คือคนที่ “เชื่อฟัง” คอยแต่ทำตามคำสั่งของคนมีอำนาจเอาตัวไม่รอดหรอกนะครับ เพราะโลกในอนาคตต้องการคนที่คิดเก่ง คนที่รู้จักคิดเอง ไม่ใช่คนที่ถูกสนตะพายให้เดินตามคำสั่งแบบไม่ต้องคิด)
เมื่อระดมสมองจนเกิดความเข้าใจมากขึ้นและคิดออกแล้ว ว่าคนในอนาคตต้องการ “วินัย” แบบไหน ก็ต้องหาวิธีที่ “แนบเนียน” เพื่อทำให้วินัยเหล่านั้นเกิดขึ้นในระดับ“จิตวิญญาณ” หรือในระดับของความรู้สึกนึกคิด
ไม่ใช่แค่ “การสอน” ด้านเดียวอย่างที่คิดออกและทำกันมา เพราะหลายมิติของชีวิตมันสอนกันไม่ได้ เช่นศีลธรรม หากการสอนศีลธรรมได้ผล คนไทยก็น่าจะบรรลุโสดาบันกันหมด เพราะสอนธรรมกันมากเหลือเกิน
ที่สำคัญจำเป็นต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นด้วยว่า “วินัย” ของแต่ละคนก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะวิถีชีวิตของคนในอนาคตอันใกล้ ก็เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายหากแต่ต้องเชื่อมโยงได้กับ“อุดมคติ” ของสังคม









