ในการรับฟังเสียงของประชาชนจากการจัดเวทีปฏิรูปทุกจังหวัด และรับฟังข้อเสนอแนะจากบุคคลทั่วไป พร้อมกับการ
ระดมสมองระดับกลุ่ม (Focus Group) จากเวทีต่างๆทั่วประเทศในปี 2558 เฉพาะด้านการแรงงาน พบว่ามีผู้เสนอความเห็นรวมทั้งสิ้น 1,711 ความเห็น ซึ่งคณะทำงาน ในคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะ พร้อมจัดหมวดหมู่เรียงลำดับตั้งแต่เรื่องที่มีจำนวนความเห็นสูงสุดถึงน้อยสุดได้ดังนี้
ด้านแรงงาน
1.เรื่องการส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมทั้งสิ้น 387 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 22.62 ของทั้งหมด
2.เรื่องการปฏิรูประบบและกระบวนการ รวมทั้งสิ้น 351 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 20.51 ของทั้งหมด
3.เรื่องการปรับระบบค่าจ้างที่เป็นธรรม รวมทั้งสิ้น 321 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 18.76 ของทั้งหมด
4.เรื่องการจัดระบบแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งสิ้น 296 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 17.30 ของทั้งหมด
5.เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและบุคคลากร รวมทั้งสิ้น 175 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 10.23 ของทั้งหมด
6.เรื่องการเพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงาน รวมทั้งสิ้น 80 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 4.68 ของทั้งหมด
7.เรื่องการสร้างความเข้มแข็งระบบแรงงานสัมพันธ์ รวมทั้งสิ้น 77 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 4.5 ของความเห็นทั้งหมด
8.เรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และ 98 รวมทั้งสิ้น 10 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 0.58 ของความเห็นทั้งหมด
9.เรื่องการออก พรบ.การจ้างแรงงานผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้น 7 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 0.41 ของความเห็นทั้งหมด และ
10.เรื่องการจัดตั้งธนาคารแรงงาน รวมทั้งสิ้น 7 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 0.41 ของความเห็นทั้งหมด เท่ากับข้อ 9
พิจารณาจากจำนวนความถี่ของความเห็นและข้อเสนอแนะแล้วพบว่า ห้าอันดับแรก มีจำนวนความเห็นรวมกันถึง 1,530 ความเห็น หรือคิดเป็นร้อยละ 89.42 หรือเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดทีเดียว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของห้าเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญ เรื่องการส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จมากนักทั้งนี้เพราะผู้ที่เข้าสู่ระบบแรงงานจำนวนมากไม่ได้ฝึกทักษะก่อนมาเริ่มต้นทำงาน นายจ้างจำนวนมากต้องหาทางออกด้วยการตั้งโรงเรียนฝึกทักษะแรงงานใหม่เพื่อให้สามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในขณะที่รัฐส่งเสริมสนับสนุนเพียงทักษะขั้นพื้นฐานเท่านั้น
ตรงนี้น่าจะเป็นจุดอ่อนของประเทศ เพราะถ้าแรงงานของเราไม่มีทักษะที่ก้าวหน้ากับเทคโนโลยีใหม่หรือมีจำนวนน้อยเกินไป ก็อาจจะมีปัญหากับการลงทุนของนักลงทุนด้านอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ ที่ทำให้เขาต้องลงทุนในทรัพยากรบุคคลสูงเกินความจำเป็น และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆรอบๆประเทศไทยก็จะพบว่าเรามีอัตราค้าจ้างขั้นต่ำที่สูงกว่า เมื่อต้องมาเพิ่มค่าใช้จ่ายในการฝึกทักษะ ก็ยิ่งทำให้แรงดึงดูดจากนักลงทุนต่างชาติลดลงไปอีก
อีกปัญหาหนึ่งก็คือแรงงานข้ามชาติที่ทะลักเข้าประเทศจำนวนนับล้านๆคน และทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอาทิปัญหาการใช้แรงงานไม่ถูกกฎหมาย ปัญหาการใช้แรงงานเด็กและเยาวชนที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ปัญหาแรงงานในธุรกิจประมง ปัญหาเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยถูกจับตามองจากประเทศที่นำเข้าสินค้าไทยและถูกตอบโต้ด้วยนโยบายต่างๆทำให้เกิดปัญหาการส่งออก ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่เมื่อเทียบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการ ตลอดจนด้านโครงสร้างองค์กร บุคคลากรเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น
ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
ในขณะเดียวกัน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ก็มีการเสนอความเห็นผ่านเวทีและช่องทางต่างๆรวมถึงการระดมสมองระดับกลุ่มทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,888 ความเห็น และคณะทำงาน ในคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป ได้จัดหมวดหมู่ได้เป็น 6 เรื่องสำคัญ เรียงลำดับตามจำนวนความถี่ของความเห็นและข้อเสนอแนะได้ดังนี้
1.เรื่องการพัฒนากลไกด้านการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งสิ้น 498 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 26.38 ของความเห็นทั้งหมด
2.เรื่องการปฏิรูประบบและกระบวนการ รวมทั้งสิ้น 379 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 20.07 ของทั้งหมด
3.เรื่องการแก้ไขกฎหมายหรือพัฒนามาตรการที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งสิ้น 372 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 19.70 ของทั้งหมด
4.เรื่องการบัญญัติกฎหมายองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งสิ้น 261 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 13.82 ของความเห็นทั้งหมด
5.เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร และบุคคลากร รวมทั้งสิ้น 195 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 10.33 ของความเห็นทั้งหมดและ
6.เรื่องการสร้างจิตสำนึกความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิผู้บริโภค รวมทั้งสิ้น 183 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 9.69 ของทั้งหมด
ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคนี้ มีข้อสังเกตุว่าทั้งหกเรื่องมีความสำคัญทั้งหมด เสียงจากประชาชนแสดงให้เห็นว่ากลไกด้านการคุ้มครองประชาชนผู้บริโภคยังมีช่องโหว่อยู่มาก จำนวนการร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนผู้บริโภคได้รับจากผู้ประกอบการ ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงส่วนใหญ่มาจากการที่ประชาชนมีความรู้สึกว่าสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคที่รัฐจัดตั้งขึ้นมิได้ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภคเสียหายจากสินค้าและบริการที่มีความชำรุดบกพร่องหรือไม่เป็นไปตามที่โฆษณาชักชวน ตลอดจนการเอารัดเอาเปรียบของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่แสวงหาประโยชน์จากประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์
จากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน พบว่ากลไกการคุ้มครองผู้บริโภคยังอ่อนแอ แม้ว่าจะมีกฎหมายใหม่ออกมา ไม่ว่าจะเป็น พระราชบัญญัติการคุ้มครองผู้บริโภค หรือพระราชบัญญัติที่ให้ผู้บริโภคฟ้องรวมกัน (Class Action) แต่กระบวนการทางศาลก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน ประชาชนหวังที่จะเห็นการมีองค์กรที่เป็นอิสระสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้โดยตรง และในบางครั้งถ้ามีปัญหากับหน่วยงานภาครัฐก็สามารถพึ่งได้ การปฏิรูปจึงต้องคำนึงถึงโครงสร้างองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคว่าจะจัดรูปแบบใหม่อย่างไร เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเป็นธรรม เสมอภาค และรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
(หมายเหตุ บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นอดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่อย่างใด)






