ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากจะต้องมีการทำประชามติประชาชนทั่วประเทศ และขณะนี้ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในหลายประเด็น โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายการเมือง ที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญยังมีจุดอ่อนหลายประเด็นและกำลังจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ผิดหลักประชาธิปไตยในหลายเรื่อง ซึ่งการโต้แย้งในประเด็นต่างๆ ของร่างรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนทำให้บรรยากาศการเมืองร้อนแรงขึ้น
หากย้อนกลับไปดูประวัติการร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับ เราจะเห็นว่าไม่มีฉบับใดเลยที่ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศว่าด้วยการจัดสรรอำนาจของคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันได้ ดังนั้น มุมมองต่อรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจึงมีความแตกต่างกันไป ขึ้นกับพื้นฐานของแต่ละกลุ่มคนว่าเป็นอย่างไร เพราะเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วในสังคมที่มีความหลากหลาย ย่อมจะเห็นตรงกันทั้งหมดเป็นไปได้ยากอยู่แล้ว ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ถือเป็นเรื่องปกติอย่างมาก
ประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันอย่างมาก คือ ในเรื่องที่เกี่ยวนักการเมือง เพราะนอกจากนักการเมืองจะเห็นว่าค่อนข้างเข้มงวดเกินไปกับนักการเมือง จนดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้เป็นตัวสร้างปัญหาให้กับสังคม แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากติกาจริงที่จะออกมาใช้เป็นอย่างไร เราจำเป็นต้องเข้าใจกันเบื้องต้นว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีเป้าหมายเบื้องต้นต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหม่ เป็นการปฏิรูปการเมืองใหม่และไม่ต้องการการเมืองแบบเดิม
อันที่จริง เรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยหวังว่าจะเกิดระบบการเมือง และนักการเมืองที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่พูดกันมานับ 10 ปีสำหรับสังคมไทย และอาจจะเป็นเรื่องอุดมคติทางการเมืองที่คนไทยยังไม่สามารถก้าวไปใกล้หรือถึงในจุดที่ต้องการ แม้ว่าสังคมไทยจะผ่านวิกฤติและยกร่างกติกากันมาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถทำตาม หรือใกล้เคียงกับอุดมคติได้ ซึ่งอาจมีคำถามว่าทำไมเราจึงต้องแสวงหากติกากันใหม่ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติการเมืองของประเทศ และกติกาใหม่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้จนต้องยกร่างกันใหม่
ขณะนี้เราถกเถียงเรื่องกติกาอีกครั้ง และการวิพากษ์วิจารณ์ ก็วนเวียนอยู่ในประเด็นเดิมว่าจะเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย กติกาใหม่จะเปิดทางการสืบทอดอำนาจหรือไม่ แต่ในที่สุดแล้วเราก็เชื่อว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราจะได้กติกาใหม่ และเป็นกติกาที่ใช้สำหรับการเมืองในระยะต่อไป แต่ปัญหาใหญ่สำหรับสังคมไทยอาจเป็นเรื่องของคนไทยด้วยกันเอง อาจต้องมาตั้งคำถามกันอีกครั้งว่าเราต้องการประชาธิปไตยกันแบบไหน ซึ่งผู้ที่ชี้ขาดความเป็นประชาธิปไตยคือประชาชนทั้งประเทศ
มีคำกล่าวของนักประชาธิปไตยมานานว่าประชาชนเป็นอย่างไร ระบบการเมืองก็เป็นอย่างนั้น ซึ่งก็เช่นเดียวกับประชาธิปไตยของไทย หากประชาชนยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในจิตสำนึกหรือท่าทีต่อการเมืองการปกครองของประเทศ เราก็เชื่อว่าไม่ว่าเราจะเปลี่ยนกติกาไปอย่างไร ผลสุดท้ายแล้ว รูปร่างหน้าตาของระบบการเมือง ซึ่งหมายถึงนักการเมืองที่เข้ามาในระบบการเมือง ก็สะท้อนให้เห็นคุณภาพของประชาชน หรือที่นักประชาธิปไตยเรียกว่าความต้องการของประชาชน
เราเห็นว่ากติกาการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปอีกครั้งหนึ่งของสังคมไทย แต่การปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้ก็ต้องขึ้นกับคนไทยทั่วประเทศเท่านั้น เพราะกติกาการเมืองเป็นเพียงโครงร่างที่กำหนดให้เดินเท่านั้น แต่หากคนไทยยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็เป็นไปได้ยากที่ปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้ ดังนั้นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยเมื่อพูดถึงการปฏิรูปการเมืองคือคนไทยเอง หาใช่เรื่องกฏกติกาที่เป็นปัญหาใหญ่






