เป็นอันว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน
เห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไทยต้องไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “สภาผัวเมีย” แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีเสียงค้านว่าการกำหนดเงื่อนไขเช่นนั้นเป็นการ “ลิดรอนสิทธิ์” ของนักการเมือง
มีคนแซวว่าหากรัฐธรรมนูญระบุ ห้ามนักการเมืองโกงกิน จะถือว่าเป็นการ “กลั่นแกล้งและลิดรอนสิทธิ์” ของพวกเขาหรือไม่
การที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญของไทยเราแต่ไหนแต่ไรมา ต้องเขียนตีกันและล้อมกรอบเอาไว้ในเกือบทุกรายละเอียดนั้น ก็เป็นเพราะนักการเมืองเป็น “ศรีธนญชัย” มีความสามารถพิเศษในการหาช่องโหว่ของกฎหมาย เพื่อทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้องด้วยผลประโยชน์ของประชาชน
ความจริงประเด็น “สภาผัวเมีย” นั้น หากเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทางด้านความสำนึกในความผิดชอบชั่วดี และเป็นประชาธิปไตยโดยเนื้อหาที่แท้จริง ก็อาจจะไม่ต้องระบุลงไปชัดเจนเช่นนั้น เพราะนักการเมืองที่มีหิริโอตตัปปะหรือมีความละอายต่อบาปนั้น ก็คงจะไม่ทำอะไรที่เข้าข่ายสงสัยว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้
แต่นี่คือเมืองไทย แม้กฎหมายจะเขียนสกัดกั้นเอาไว้อย่างไร ก็ยังมีคนสามารถหารูรั่วเพื่อทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรได้เสมอไป
คุณมีชัยอธิบายว่าในการกำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ไม่เป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรกับตำแหน่งทางการเมืองนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดข้อห้ามไม่ให้ ส.ว. ตกอยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายการเมือง
ดังนั้น เมื่อผู้ใดได้รับตำแหน่ง ส.ว. แล้ว แต่พบว่ามีบุพการี คู่สมรส หรือบุตรเป็น ส.ส. บุคคลที่เป็น ส.ว. ผู้นั้นต้องลาออกจากตำแหน่ง ส.ว. หรือพ้นจากตำแหน่งไปโดยอัตโนมัติ
ส่วนข้อกังวลว่าอาจมีการกลั่นแกล้งกรณีที่คนในครอบครัวไม่ถูกกัน คุณมีชัยบอกว่าพวกเขาต้องไปจัดการให้ได้ หากจัดการเรื่องภายในครอบครัวไม่ได้ จะมาจัดการกับประเทศได้อย่างไร
และในกรณีที่สามีหย่าขาดกับภรรยาเพื่อมาลงสมัคร ส.ส. หรือ ส.ว. แต่พบว่ายังอยู่ด้วยกัน คุณมีชัยบอกว่าที่ผ่านมาเคยมีคำวินิจฉัยของศาลว่าแม้สามีภรรยาจะหย่าขาดกัน แต่ยังพบว่าพวกเขานอนด้วยกัน ศาลถือว่าไม่ได้หย่าขาดกันจริง
ดังนั้น หากเกิดข้อกังขาในกรณีนี้ ก็ย่อมจะสามารถโต้แย้ง และร้องไปยังศาลให้พิจารณาได้
เขียนไว้อย่างนี้แล้ว ยังจะมีใครหารูรอดได้หรือไม่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ร่างรัฐธรรมนูญนัก เพราะที่ผ่านมา แม้จะมีการกำหนดมาตรการป้องกันเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดในการเมืองไทยไว้อย่างละเอียดรอบด้าน ก็ยังพบว่านักเลือกตั้งก็ยังสามารถสร้าง “นวัตกรรมการเมือง” เพื่อให้ตนได้ประโยชน์โดยไม่สนใจว่าประชาชนทั่วไป จะมีความรู้สึกอย่างไรต่อพฤติกรรมเช่นนั้น
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน “สภาผัวเมีย” เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจสำหรับระบอบประชาธิปไตยที่เคารพในความรู้สึกของประชาชนอยู่แล้ว เพราะการที่คนในครอบครัวเดียวกัน มีตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองที่มีความเกี่ยวโยงต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ก็ย่อมถือว่าเป็นเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest ที่ผิดจากมาตรฐานสากล
ยิ่งเรากำลังพูดถึงการ “ปฏิรูป” ประเทศในทุกๆ ด้านเพื่อผลักดันประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ที่คนไทยและประชาคมโลกยอมรับ เราก็ต้องยิ่งใส่ใจกับทุกกติกาที่อาจจะสะท้อน ถึงความล้าหลังแห่งความคิดและพฤติกรรมของคนในทุกวงการ
เพราะจริยธรรม ธรรมาภิบาลและความสุจริตคือหัวใจแห่งการบรรลุถึง ซึ่งการสร้างชาติสร้างประเทศที่เสมอภาค ยุติธรรมและเป็นธรรม
ไม่มีทางลัด ไม่มีข้อยกเว้นและไม่มีข้อแก้ตัว









