วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สามทหารเสือของปีศาจ

หากเปรียบวิกฤติเศรษฐกิจโลกเป็นดั่งปีศาจแล้ว ปี 2559 ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นนั้นเราได้เห็นสัญญาณของปีศาจ

ที่แข็งแกร่งขึ้นมากในตลาดการเงิน จนทำให้นักการเงินบางคนถึงกับกล่าวว่าอาจเห็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปีนี้เช่นเดียวกับในปี 2551

โดยไม่ว่าจะพิจารณาจากหุ้นทั่วโลกที่ตกรวดเร็วถึง 8.5% ขณะที่ราคาโภคภัณฑ์ก็ตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ที่ตกต่ำ

คำถามที่สำคัญคือ การตกต่ำครั้งนี้จะยุติลงเมื่อไร และเศรษฐกิจโลกมีสิทธิที่จะเผชิญวิกฤติเช่นเดียวกับปี 2551 หรือไม่ ซึ่งคำตอบนั้น ต้องพิจารณาถึง 3 ตัวแปรหลักที่เป็นดั่งทหารเสือของปีศาจวิกฤติการเงินโลก อันได้แก่ ดัชนีตลาดหุ้นของจีน ค่าเงินหยวน และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ตัวแปรที่หนึ่ง ค่าเงินหยวน นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันเงินหยวนอ่อนค่าลงถึง 3% ซึ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับทุนสำรองระหว่างประเทศที่หายไปเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้วนั้น บอกเป็นนัยได้ว่าจีนกำลังเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกขนานใหญ่ แม้ว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) จะพยายามปกป้องค่าเงินอย่างสุดชีวิตแล้วก็ตาม

สาเหตุที่เงินหยวนอ่อนค่ารุนแรงและรวดเร็วนั้นเป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐานและการเก็งกำไร โดยในส่วนปัจจัยพื้นฐาน แม้เงินหยวนจะยังเป็นที่ต้องการของผู้ส่งออก เนื่องจากดุลการค้าสุทธิจะยังคงเกินดุลถึงกว่า 5.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา แต่เงินไหลออกจากฟากการเงินการลงทุนมีปริมาณมากกว่า ทำให้ทุนสำรองลดลงอย่างรุนแรงถึงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนธันวาคม 2558

เงินที่ไหลออกนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งจากกระแสการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ทำให้เงินลงทุนในต่างประเทศ เช่น จีน ไหลกลับไปสหรัฐ และจากการที่นักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงนักลงทุนคาดหวังว่าเงินหยวนจะอ่อนค่าไปอีกจากระดับปัจจุบัน เนื่องจากในปีที่ผ่านๆ มานั้น ค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐค่อนข้างนิ่ง ขณะที่เงินสกุลคู่ค้าและคู่แข่งของจีนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น เมื่อพิจารณาค่าเงินหยวนเทียบกับสกุลคู่ค้าทุกสกุลแล้ว เงินหยวนจึงแข็งค่าถึงกว่า 20% นับจากปี 2555 จึงเป็นช่องทางให้หยวนอ่อนค่าลงได้ในปีนี้

นอกจากนั้น ทิศทางเศรษฐกิจจีนที่ผ่านมาชะลอตัวค่อนข้างมาก ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ที่ภาครัฐออกมามิได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นักวิเคราะห์จึงคาดว่าจีนจะใช้นโยบายเงินหยวนอ่อนค่าเพื่อช่วยเศรษฐกิจ จึงเข้าเก็งกำไรจนทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่มาตรการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราของจีนก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก เนื่องจากอนุญาตให้ประชาชนนำเงินออกได้ถึง 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี

ตัวแปรที่สอง ได้แก่ราคาน้ำมันโลกที่ตกต่ำต่อเนื่อง โดยปัจจุบันราคาน้ำมันดิบลดต่ำสุดในรอบ 12 ปีมาอยู่ที่ต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อันเป็นผลจากปัจจัยสำคัญจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการที่กลุ่ม OPEC ที่นำโดยซาอุดิอารเบียยังคงผลิตเกินโควต้าที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน และไม่ยอมลดกำลังการผลิตลง ขณะที่การบรรลุข้อตกลงของอิหร่านกับชาติมหาอำนาจที่จะยุติโครงการนิวเคลียร์ ทำให้ชาติมหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ และทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น 5-8 แสนบาร์เรลต่อวัน

ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ก็เป็นส่วนสำคัญทำให้มีปริมาณการผลิตล้นเกิน (Excess Supply) จนเป็นเหตุให้ผู้ผลิตน้ำมันไม่ยอมลงทุนใหม่และเก็บน้ำมันส่วนเกินไว้ในคลังน้ำมันสำรองทั่วโลก โดยปัจจุบันปริมาณน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 พันล้านบาร์เรล

ตัวแปรที่สาม ได้แก่ดัชนีตลาดหุ้นจีนที่ตกต่ำต่อเนื่องถึงกว่า 18% นับจากต้นปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากตัวแปรทั้งสองที่กล่าวข้างต้น โดยราคาน้ำมันดิบที่ตกลงเป็นส่วนทำให้ราคาโภคภัณฑ์อื่นๆ ตกลงตาม และทำให้รายได้บริษัทจดทะเบียนของจีนที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำตาม

นอกจากนั้น เงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้หนี้ของรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนจีนที่บางส่วนอยู่ในสกุลดอลลาร์สหรัฐมีมูลหนี้ที่มากขึ้น และยิ่งเมื่อประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐที่จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น ยิ่งทำให้ภาระหนี้มีมากขึ้นและเสี่ยงต่อการล้มละลาย

โดยมีการประมาณการกันว่า ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนจีนมีมูลหนี้มากขึ้นถึงกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นหนี้สกุลดอลลาร์อยู่ประมาณ 10% ซึ่งนับเป็นปริมาณถึงเกือบ 1 ใน 3 ของทุนสำรองจีนในปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่หุ้นจีนผันผวนและตกต่ำอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งเป็นเพราะทางการจีนเป็น “ทุนนิยมมือใหม่” จึงมีการปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างรวดเร็วเกินไปและไม่ส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ก่อนล่วงหน้า ทำให้ตลาดตื่นตระหนกต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและพร้อมเทขายทุกเมื่อมีโอกาส

เมื่อทราบถึงตัวแปรทั้งสามแล้ว การคาดการณ์ถึงแนวโน้มในอนาคตก็พอเป็นไปได้มากขึ้น โดยในกรณีเงินหยวน หากพิจารณาอย่างง่ายคือในปี 2558 เงินหยวนเทียบกับดอลลาร์อ่อนค่าประมาณ 5% ขณะที่เงินเอเชียอ่อนลง 6-20% ดังนั้นในปีนี้ หากเงินเอเชียไม่อ่อนค่าลงอีกมากนัก เงินหยวนน่าจะอ่อนค่าอีก 6-10% เป็นอย่างน้อยเพื่อให้มาอยู่ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน

ขณะที่ราคาน้ำมันโลกอาจอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้อีก 6 เดือนถึง 1 ปีครึ่ง เพื่อให้ปริมาณน้ำมันสำรองลดลงและปริมาณการผลิตกับความต้องการใช้มาอยู่ในจุดสมดุลอีกครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทางการซาอุดิอารเบียรวมถึงสำนักวิจัยบางแห่งคาดการณ์ไว้

ส่วนด้านหุ้นจีน เป็นไปได้สูงที่ยังคงตกต่ำต่อเนื่องอีก 10% เป็นอย่างน้อย เนื่องจากดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้ที่ระดับปัจจุบัน (ประมาณ 3,000 จุด) นั้นยังสูงเกินกว่าพื้นฐาน (วัดจากสัดส่วนราคาต่อกำไรหรือ P/E Ratio ที่ประมาณ 24 เท่า)

ทั้งนี้ทั้งนั้น การคาดการณ์ทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ ที่จะทำให้ตลาดตื่นตระหนกจนเกิดวิกฤติ แต่ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่าในภาวะที่ตลาดมีความกังวลสูงเช่นปัจจุบัน ไม่ว่าเหตุการณ์เล็กน้อยใดก็พร้อมจะทำให้ตลาดตื่นตระหนกได้ทุกเมื่อ

ปีศาจเริ่มออกอาละวาดแล้ว นักลงทุนและนักธุรกิจทั้งหลาย เตรียมพร้อมรับมือแล้วหรือยัง