เริ่มต้นเปิดศักราชปี 2559 มาได้เพียง 2 สัปดาห์เศษ
เค้าลางความวุ่นวาย และสถานการณ์ความไม่สงบในโลก ก็เริ่มปะทุขึ้นในหลายพื้นที่ ไล่ตั้งแต่ตะวันออกกลาง คาบสมุทรเกาหลี ล่าสุดการก่อการร้ายเกิดในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียจนทำให้ผู้คนหวาดหวั่นว่าปีนี้อาจจะเป็นปี “ลิงไฟ” หรือ “ลิงดุ” ตามที่มีผู้ให้คำนำนายไว้
ในเรื่องของเศรษฐกิจคำทำนายคงไม่สำคัญเท่ากับเรื่องของข้อมูล เห็นได้ว่าเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจของจีนที่ออกมาไม่สดใส ทำให้เกิดความกังวลในการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั้งของจีนและโลก ตลาดหุ้นจีนตอบรับด้วยการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันดิบปรับตัวลดลง สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับกำลังการผลิต ของอุตสาหกรรมในประเทศหลักอาจปรับตัวลดลง ภาพเศรษฐกิจโลกที่ไม่สดใสทำให้ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกเหลือ 2.9%ลดลง 0.4% จากการคาดการณ์ในเดือน มิ.ย.2558
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่น่าไว้ใจ มีปัจจัยมากมายที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมมากน้อยเพียงไร โดยเฉพาะเรื่องของการส่งออกที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้การบ้านกับกระทรวงพาณิชย์ว่าต้องผลักดันให้ขยายตัวได้5 %เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนการท่องเที่ยวที่มีการปรับเป้ารายได้รวมให้เพิ่มขึ้นเป็น2.41 ล้านล้านบาทจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2.3 ล้านล้านบาท
แม้ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภายนอกยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตามการตั้งรับสถานการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลระบุว่า ในปีนี้จะให้น้ำหนักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไปที่การสร้างการเติบโตจากภายใน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งปัจจัยภายในคือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เราสามารถควบคุม จำกัดความเสี่ยง และวางแผนให้เป็นไปตามเป้าหมายได้สามารถทำให้เป็นปัจจัยหนุน ที่มีผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นปัจจัยใหญ่ๆได้3 ข้อดังนี้
1. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายประจำปี2559 มีวงเงินทั้งสิ้นรวม 2.27 ล้านล้านบาท สำนักงบประมาณตั้งเป้าหมายในการเบิกจ่ายในภาครวมให้ได้96% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบฯประจำ 98% และการเบิกจ่ายงบฯลงทุน87%หากหน่วยงานต่างๆ สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ในส่วนที่เป็นเม็ดเงินที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น งบประมาณโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท โครงการอบรมเกษตรกรและจัดซื้อเครื่องจักรกล ให้สหกรณ์การเกษตรโดยในปีนี้สำนักงบประมาณได้เสนอให้ ครม.เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยจะมีการยึดคืนงบฯ บางส่วน ที่หน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนตั้งแต่เดือนมี.ค. 2559
2. การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้เห็นเป็นรูปประธรรม เช่นโครงการ รถไฟไทย -จีน โครงการรถไฟทางคู่ สนามบินสุวรรณภูมิเฟส2 โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ รวมทั้งโครงการ ที่อยู่ใน “PPP fast track” มูลค่ารวมประมาณ3 แสนล้านบาทก็ต้องผลักดันให้มีการลงทุนจริง เพื่อทำให้นักลงทุนและภาคเอกชนเกิดความมั่นใจและเดินหน้าลงทุนตาม
3. การขับเคลื่อนโครงการประชารัฐ ซึ่งโครงการนี้นอกจากเน้นไปที่การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และสร้างปัจจัยการผลิต ในชนบท ซึ่งควรจะต้องมีโครงการระยะเร่งด่วน ที่ลงไปดูแลความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่งโครงการระยะเร่งด่วนจะต้องทำให้เกิดขึ้น ในช่วงไตรมาสที่1 -2 ของปี เพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่เกษตรกร
...ทั้งหมดคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศว่า จะเดินหน้าอย่างจริงจังในปีนี้ หากสามารถทำได้จริงตามที่รัฐบาลประกาศไว้ ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว ในทางตรงกันข้าม หากทำไม่ได้ตามที่ให้คำมั่นไว้ ก็จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กลับมากดดันเศรษฐกิจในปีนี้เช่นกัน






