วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาพนี้เป็นข่าว ด้วยเหตุอันใด?

รูปนี้บางคนเห็นแล้วบอกว่า “ฮือฮา” อีกบางคนต่อว่าต่อขาน

ทั้งคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ทำนองว่ายืนกันอยู่คนละข้างทางการเมือง ไฉนจึงมานั่งคุยกันอย่างสนิทสนมเช่นนั้น

แฟนของทั้งสองฝ่ายบางคนยังทำใจให้ปรองดองกันไม่ได้ ว่างั้นเถอะ

แต่ผมคิดว่าภาพอย่างนี้ควรจะเกิดขึ้นบ่อยกว่านี้ด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีความขัดแย้งใดในสังคมโลก จะไม่จบลงด้วยการนั่งลงพูดคุยเจรจา และหาทาง “สงวนจุดต่าง แสวงจุดร่วม” เพื่อบ้านเมืองจะได้เดินไปข้างหน้าได้

เพราะเราไม่อาจจะติดบ่วงอยู่กับความขัดแย้ง โดยเฉพาะที่ยึดโยงกับตัวบุคคลมากกว่าหลักการได้ตลอดไป ความเสียหายต่อบ้านเมืองในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เพราะการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างไม่ฟังเหตุฟังผลนั้น มีมากเกินกว่าที่จะประเมินได้ด้วยตัวเลข

คุณจตุพรอธิบายว่า ที่นั่งคุยกับคุณสุเทพเพราะเป็นการให้เกียรติกับเจ้าภาพ ของงานเลี้ยงงานแต่งงานลูกสาวคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส. อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา

ประธาน นปช. บอกว่าจะให้เจอกับคุณสุเทพแล้วต้องทะเลาะกันทุกครั้งหรืออย่างไร นี่เป็นงานสังคม ไม่ใช่สมรภูมิรบทางการเมือง เขาบอกทำนองว่าถ้าเป็นเรื่องการเมืองละก้อ จะไม่มีการยอมอ่อนข้อกันเป็นอันขาด

คุณสุเทพบอกนักข่าวของเราว่าที่คุยกันวันนี้เป็นเรื่องราคายางเรื่องเดียว เพราะทั้งสองคนมาจากภาคใต้เหมือนกัน เมื่อมีปัญหาที่กระทบคนใต้ ทั้งสองก็จะต้องแลกเปลี่ยนความเห็นกัน โดยจะต้องร่วมกันหาทางออก ไม่ทำเป็นเรื่องการเมืองเสียทุกเรื่อง

ถ้าจำได้ ทั้งสองท่านเคยเจอกันช่วงวิกฤตการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น เชิญไปพบเพื่อให้ทั้งสองปีกทางการเมืองได้หาทางออกร่วมกัน แต่ดูเหมือนคุณสุเทพ กับคุณจตุพรจะตกลงอะไรกันไม่ได้ จนทหารใช้เป็นข้ออ้างยึดอำนาจถึงวันนี้

ภาพที่เห็นนี้จึงไม่ควรจะเป็นประเด็นว่า ทั้งสองคนควรจะคุยกันหรือไม่ เพราะเอาเข้าจริง ๆ การเสนอ “รูปแบบ” ของการ “ปรองดอง” ที่มีมาตลอดรวมถึงที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ได้อย่างแท้จริง

เพราะความพยายามที่จะเข้าสู่โหมดของการพูดจากันยังไม่ได้ลงไปที่ “เนื้อหาสาระ” ที่จะหาทางออกร่วมกัน

อีกทั้งยังเป็นการยึดที่ตัวบุคคลมากกว่าที่จะแสวงหาหลักการร่วม ซึ่งหมายความว่าความปรองดองของชาตินั้น ไม่ได้อยู่ที่การให้คนสีเสื้อต่างกันมาตกลงกัน หากแต่อยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้ผูกติดกับสีเสื้อ หากแต่อยู่ที่การได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศด้วยกันอย่างแท้จริง

คุณสุเทพกับคุณจตุพรจะคุยกันเรื่องอะไร หรือตกลงอะไรกันอย่างไรก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาของบ้านเมืองเท่านั้น เอาเข้าจริง ๆ เราก็ยังไม่รู้ว่าทั้งสองเป็นตัวแทนของแนวความคิดในการสร้างอนาคตของประเทศชาติอย่างไร เพราะแม้ต่างฝ่ายต่างจะอ้างความเป็น “ประชาธิปไตย” หรือ “มวลมหาประชาชน” แต่ก็ยังไม่อาจจะบอกกล่าวกับชาวบ้านส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าอะไรคือแนวทางที่จะนำประเทศสู่ความเจริญก้าวหน้า พัฒนาไปสู่ความรุ่งเรือง สร้างความสันติและเป็นธรรมกับคนส่วนใหญ่ของชาติ

ตราบที่เรายังเห็นการต่อสู้ในสมรภูมิการเมืองเป็นเรื่องของการแก่งแย่งอำนาจ มีชัยชนะและความพ่ายแพ้ของกลุ่มตนเป็นเดิมพัน เราก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำแต่อย่างไร

สองท่านนี้จึงควรจะคุยกันต่อ คุยกันบ่อย ๆ เพื่อตอบคำถามของประชาชน ที่ไม่ต้องการอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งต่อไป ว่าทางออกร่วมกันของบ้านเมืองนี่คืออะไร?