เมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมพูดถึงเรื่องฝรั่งนำคำว่า Sufficiency Economy อันเป็นคำแปลของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
ไปสวมเป็นชื่อบทความที่เขาเคยพิมพ์มาครั้งหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่ออื่นและใช้คำเดียวกันเป็นชื่อหนังสือที่รวมบทความของเขาด้วย แม้เนื้อหาของบทความจะจำกัดมากหากเปรียบกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงจำกัดอยู่แค่นั้น แต่ผมมองว่าผลดีที่น่าจะเกิดขึ้นจะคุ้มกับความเสี่ยง นั่นคือ เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเริ่มใช้คำนี้ เขาจะเปิดเวทีระดับโลกให้ถกเถียงกันในหลายประเด็นโดยเฉพาะ 2 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ แนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักไม่เหมาะสมกับสังคมโลกอีกต่อไป และเศรษฐกิจพอเพียงเหมาะสมกับสังคมโลกเพราะอะไร
อันที่จริงมิใช่ฝรั่งเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจความกว้างลึกของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการทำสวนครัวและเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่ อันได้แก่เกษตรกรรมแบบผสมผสานในพื้นที่ขนาดเล็ก ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองเฉพาะมิติปรัชญาโดยไม่เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งในมิติเศรษฐกิจ
ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของฝรั่ง ผมเคยอ้างถึง Jeffrey Sachs ว่าเขาเสนอแนวคิดคล้ายเศรษฐกิจพอเพียงทุกอย่าง แต่มิได้ใช้คำว่า Sufficiency Economy (ในบทความของคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2555 เรื่อง “แซคส์แซงขึ้นหน้าสติกลิตซ์ด้านเศรษฐกิจแนวใหม่” ซึ่งอาจดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com
สำหรับหนังสือเรื่อง Sufficiency Economy ซึ่งรวมบทความ 12 บทไว้ด้วยกัน นอกจากบทที่ชื่อนั้นแล้ว มีชื่ออีกบทหนึ่งซึ่งคำว่า Sufficiency ปรากฏชื่อเต็มของบทนั้นคือ The Optimal Material Threshold : Toward an Economics of Sufficiency ซึ่งพูดถึงความจำเป็นทางวัตถุที่จะทำให้คนเราอยู่ได้ด้วยความสุขกายสบายใจที่สุด เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขกายสบายใจโดยเฉพาะในส่วนที่แย้งความรู้สึก นั่นคือ เมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้นต่อไปเพราะอะไรความสุขกายสบายใจจึงไม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เรื่องความสัมพันธ์และการเพิ่มหรือไม่เพิ่มขึ้นตามกันระหว่างรายได้กับความสุขกายสบายใจนี้ ผมเคยนำมาเล่าสรุปไว้ในบทความของคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 20 พ.ย. 2552 เรื่อง “ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข” (มีอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา) ผมอ้างถึงหนังสือ 3 เล่มและการวิจัยของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ในอังกฤษซึ่งล้วนยืนยันว่า โดยทั่วไปเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำความสุขกายสบายใจจะเพิ่มขึ้นตามไปคล้ายเงาตามตัว หลังจากรายได้เพิ่มขึ้นไปถึงระดับหนึ่งซึ่งเอื้อให้คนเราเลี้ยงตัวได้ตามความจำเป็นของการดำรงชีวิตแล้ว รายได้ที่เพิ่มขึ้นไปจะไม่มีความสุขกายสบายใจเพิ่มตามขึ้นไปคล้ายเงาตามตัวด้วย ตรงข้ามนอกจากจะไม่เพิ่มขึ้นไปคล้ายเงาตามตัวแล้ว ในบางกรณีความสุขกายสบายใจจะลดลง
การทบทวนงานวิจัยในบทความเรื่อง The Optimal Material Threshold ครอบคลุมมากกว่าบทความของผมที่พิมพ์เมื่อปี 2552 การทบทวนของเขาแยกออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน นั่นคือ การวิจัยที่ใช้การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างประเทศ การวิจัยที่ใช้การเปรียบเทียบรายได้และความสุขกายสบายใจภายในประเทศเดียว และการวิจัยที่ใช้การเปรียบเทียบข้อมูลในต่างช่วงเวลา การทบทวนได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าจะวิจัยจากแง่มุมไหน ผลออกมาคล้ายคลึงกันกับข้อสรุปที่ผมอ้างถึงผู้เขียนพูดถึงหลายปัจจัยที่ทำให้ความสุขกายสบายใจไม่เพิ่มขึ้นตามรายได้หลังคนเรามีทุกอย่างที่ร่างกายอยู่ได้อย่างไม่ขาดแคลนแล้ว อาทิเช่น การเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น ความผิดหวังที่ความสุขมิได้เพิ่มขึ้นตามที่หวังไว้เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น และการทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อนหลับนอนอย่างเพียงพอ
ผลการวิจัยที่สรุปได้ดังกล่าว น่าจะชี้บ่งว่า โดยรวมหลังจากรายได้เพิ่มขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด หากเป้าหมายในชีวิตของคนเราคือความสุขกายสบายใจ นอกจากส่วนที่เพิ่มขึ้นไปจะไม่ทำให้ความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้นตามไปแล้ว มันยังอาจจะทำให้ลดลงอีกด้วย ทั้งนี้เพราะระบบนิเวศที่ถูกทำลายในกระบวนการขยายตัวนั้นจะส่งผลร้ายคล้ายลงโทษเรา อาทิเช่น สิ่งแวดล้อมเป็นพิษที่มีผลร้ายต่อสุขภาพ
เมื่อพิจารณาต่อไปจะได้ข้อสรุปกว้างๆ ว่าประเทศกำลังพัฒนาควรพยายามทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปพร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำลง ส่วนประเทศที่มีรายได้สูงจนเกินความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตแล้วควรลดขนาดของเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำลงจนถึงระดับที่ทุกคนในสังคมอยู่ได้อย่างมีความสุขกายสบายใจ มาตรการลดขนาดเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรและจะลดลงไปอยู่ถึงระดับไหนผู้เขียนมิได้เสนอรายละเอียด สิ่งที่เขาแน่ใจว่าจะนำไปสู่เป้าหมายได้แก่ การดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย (Simplicity) หรือการกลับไปสู่สามัญของทุกคน






