“Moneyball”ถึง“TheBig Short” ...แล้วก็ “Flash Boys”

“Moneyball”ถึง“TheBig Short” ...แล้วก็ “Flash Boys”

เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว Michael Lewis ประสบความสำเร็จในการนำเสนอเรื่องราว ของการไม่มีประสิทธิภาพของตลาดซื้อขายนักกีฬาเบสบอล

ในประเมินราคาค่าตัวของนักกีฬาใน Major League Baseball ที่สหรัฐอเมริกา ผ่านหนังสือเรื่อง Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game 

หนังสือเรื่องMoneyballได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดีจนขายดิบขายดีติดอันดับหนึ่ง Best Seller ของ New York Times อยู่หลายสัปดาห์ และต่อมาได้ถูกนำมา สร้างเป็นภาพยนตร์นำแสดงโดยพระเอกชื่อดังแห่งยุคอย่าง Brad Pitt ภายใต้ชื่อเรื่อง “Moneyball” หรือชื่อเมื่อถูกนำมาฉายในบ้านเราที่ชื่อว่า “เกมส์ล้มยักษ์” 

เรื่องราวของ Moneyball เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง อดีตผู้เล่นเบสบอล และผู้จัดการทีมทั่วไปของ Oakland Athletics ชื่อ “Billy Beane” ที่สามารถทำผลงานของทีมได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม (ชนะ 20 ครั้งติดต่อกัน) ในฤดูกาล ปี 2545 ด้วยความสามารถในการหาประโยชน์จากการไม่มีประสิทธิภาพ ของตลาดผู้เล่นเบสบอลใน Major Leaque โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ทางสถิติมาใช้วิเคราะห์ความเหมาะสมระหว่าง ราคาค่าตัวของนักกีฬากับตำแหน่ง ที่นักกีฬาสามารถจะลงเล่นได้ทำให้ Beane สามารถรวบรวมนักกีฬาที่ราคาไม่แพงได้ภายใต้งบประมาณที่จำกัด

ต่อมา ข้อสมมติฐานของ Michael Lewis และเรื่องราวของ Billy Beaneใน Moneyballได้รับการสนับสนุนและยืนยันจากงานทางวิชาการอย่าง Journal of Economic Perspectives โดย ศาสตราจารย์ Jahn K. Hakes and Raymond D. Sauer ปี 2549 เรื่อง An Economic Evaluation of the Moneyball Hypothesis ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “MB หรือ Moneyball” ที่ได้มีอิทธิพลแผ่ขยายไป และหรือ ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นในด้านวงการกีฬา เศรษฐศาสตร์ การเงิน การบริหารธุรกิจ รวมถึงการบริหารงบประมาณให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ถัดมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว Lewis ได้ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ ในช่วงของวิกฤติการณ์ทางการเงินในสหรัฐระหว่างปี 2550-2553 ที่เริ่มด้วยวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ผ่านหนังสือเรื่อง The Big Short: Inside the Doomsday Machineซึ่ง Hollywood ได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันที่กำลังฉายในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค.2558 และกำลังฉายอยู่ในบ้านเราด้วย ณ ขณะนี้ภายใต้ชื่อว่า “เกมฉวยโอกาสรวย” (ไม่ค่อยชอบชื่อนี้เลยครับ เนื่องจากไม่สามารถสื่อความหมายของหนังได้เท่ากับชื่อเรื่องoriginal)

เรื่องราวของ The Big Short บอกเล่าถึงเรื่องราวของกลุ่มบุคคล นำแสดงโดยนักแสดงชื่อดังอย่าง Christian Bale, Steve Carell, Ryan Gosling และBrad Pitt (ร่วมแสดงอีกแล้วแล้วครั้งนี้ยังเป็นเป็นหนึ่งใน Producer ของหนังอีกด้วย) ที่ต่างกรรมต่างวาระในการทำกำไรจากการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ ด้วยการวิธีการที่เทียบเคียงได้กับการมีสถานะ Short Position ในราคาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต่อมาเมื่อราคาของอสังหาริมทรัพย์ ได้ปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2550 Short Position ดังกล่าวที่สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างงดงามแก่ทั้งหมด สมกับชื่อ The Big Short ของหนังสือ และ/หรือ ชื่อภาพยนตร์ดังกล่าว

ภาพยนตร์ The Big Short ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงบวก (โดยได้ Rating จาก IMDb ที่ 8.0) รวมถึงกำลังทำรายได้ใน Box office ได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว (ถึงวันที่ 10 ม.ค.2558 ทำเงินได้ 52 ล้านดอลลาร์ จากต้นทุนหนังที่ 28 ล้านดอลลาร์)

ต่อมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว Michael Lewis ก็ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับวงการตลาดการเงินในยุคปัจจุบันภายใต้ชื่อ “Flash Boys: A Wall Street Revolt” โดยผูกโยงเรื่องราวตั้งแต่ตอนเกิดFlash Crashในวันที่ 6 พ.ค.2553 ที่ตลาดหุ้นในประเทศสหรัฐซึ่งดัชนี Dow Jones เกิดอาการ Crash โดยปรับตัวลดลงกว่า 600 จุดใน 5 นาที รวมไปเป็นติดลบถึง 1,000 จุด ก่อนจะเด้งกับมา 600 จุดใน 20 นาทีต่อไป

ซึ่งต่อมารายงานของคณะกรรมการร่วมของ U.S. Securities Exchange Commission และ Commodity Futures Trading Commission ได้ชี้แจงว่าหนึ่งในองค์ประกอบร่วมที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือการตั้งโปรแกรมเพื่อการซื้อขายหุ้น (Program Trading) และ/หรือ การส่งคำสั่งซื้อขาย ที่มีความถี่สูง หรือที่รู้จักกันดีในนามของ HFT ตัวย่อของ High Frequency Trading Flash Boys: A Wall Street Revolt วางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 31 พ.ศ.2557 และ ก็ติดลำดับ Best Seller ของ New York Times เฉกเช่นเดียวกันกับ Money ball เมื่อ ครั้งอดีต แต่ดูเหมือนกับว่า ในครั้งนี้ผลสะท้อนจาก Flash Boys จะออกมาแรงกว่า Money ball อย่างมากมายนัก (อ้างอิงจาก Michael Lewis said his book “Flash Boys” was “louder than anything” he'd ever experienced, Business Insider 6 เม.ย.2558)

Flash Boys ได้เล่าเรื่องราวของ Brad Katsuyamaผู้บริหารและ Trader ของ Royal Bank of Canada ผู้ที่มีความเชื่อว่าการส่งคำสั่งส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐในปัจจุบัน จะถูกเอาเปรียบจาก HFT Traders ซึ่งมีฉายาว่า Flash Boys

โดย Flash Boys นี้ มีAlgorithm และ Computer ที่ทรงพลังผนวกกับความสามารถในการส่งคำสั่งด้วยความเร็วสูงในระดับ Millisecond (1/1,000 วินาที) หรือในบางครั้งระดับ Microsecond (1/1,000,000 วินาที) ทำให้สามารถเอาเปรียบยังผู้ลงทุนทั่วไปด้วยการแย่งการจับคู่ของคำสั่ง ที่ค้างอยู่ในตลาดก่อนที่กำลังจะได้รับการถูกจับคู่ส่งผลให้ผู้ลงทุนทั่วไปต้องจ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งผลรวมจากความได้เปรียบที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินน้อยมาก ๆ ในแต่ละครั้ง แต่หากนำเงินจำนวนน้อย ๆ ดังกล่าวมากรวมกัน ก็จะเป็นเงินมากมายมหาศาลที่ Flash Boys สามารถสร้างผลกำไรจากการเอารัดเอาเปรียบนักลงทุนทั่วไปได้

นอกจากนี้ Michael Lewis ยังคงยืนยันแนวคิดของเขาในเรื่องของ Flash Boys ผ่านการสัมภาษณ์ 60 Minutes ทางช่อง CBS ว่า “The United States stock market, the most iconic market in global capitalism, is rigged” หรือแปลเป็นไทยได้ในทำนองว่า“ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในระบบทุนนิยมของโลกถูกปั่น”
หลังจากที่ Flash Boys ออกจำหน่าย และคำสัมภาษณ์ของ Lewis ผ่านสื่อแขนง ต่าง ๆ ก็ได้มีเสียงคัดค้าน โต้แย้ง หรือแม้กระทั่งด่าทอ จากคนในวงการที่เกี่ยวข้องกับ HFT บ้างก็อ้างว่า HFT นั้นมีประโยชน์ในการเสริมสร้างสภาพคล่องให้ตลาด (i.e., ช่วยให้ส่วนต่างของราคา bid และ offer แคบลง) แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จาก HFT หรือ Flash Boys โดยตรงก็คือ ตลาด หรือ Exchange ต่าง ๆ ที่สนับสนุน Flash Boys เข้ามาใช้ตลาด (ไม่ว่าจะเป็นวิธีการให้เข้ามาต่อโดยตรง หรืออนุญาตให้ Flash Boys ยกเครื่องเข้ามาตั้งข้าง ๆ กับ ระบบของตลาดเลยอย่าง Co-location) ทั้งนี้เนื่องจากตลาดย่อมจะมีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากพร้อมกับรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว

ในกรณีนี้ ก็คงคล้าย ๆ กับข้อสมมติฐานใน Moneyballที่ตอนแรกก็คงจะยากที่จะ เชื่อว่าเป็นจริงตามที่ Lewis กล่าวอ้างหรือไม่จนกว่าจะมีงานทางวิชาการมารองรับหรือสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว (ซึ่งต้องรอประมาณ 4 ปี หลังหนังสือ Moneyballออกจำหน่าย)

กรณี Flash Boys ก็คงเช่นเดียวกันที่จะต้องรอการพิสูจน์จากแวดวงวิชาการเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการด้านการเงินหรือเศรษฐศาสตร์ในการนำเอาข้อมูลจริง หรือ Empirical Evidence มาทดสอบด้วยเครื่องมือทางสถิติเพื่อพิสูจน์คำกล่าวอ้างของ Lewis หรือ Katsuyamaว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่จนสามารถปลุกให้ผู้กำกับดูแลตลาดหุ้น ต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดการตื่นตัว หันมาให้ความสำคัญในการกำกับดูแลหรือตั้งกฎเกณฑ์ใน การควบคุมดูแลพวก HFT หรือ Flash Boys มิให้มีข้อได้เปรียบเหนือผู้ลงทุนทั่ว ๆ ไป จนเกินไปและเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ Hollywood คงจะสร้างหนังเรื่อง Flash Boys ตามรอย The Big Short และ Moneyball(แล้วคงมี Brad Pitt มาร่วมแสดงใน Flash Boys นี้) อีกด้วยเป็นแน่