ผมตื่นเช้าเมื่อวาน ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ต่ำสุดใน 12 ปี พร้อมคำยืนยันจากผู้บริหาร ปตท. ว่าหากภายใน 1-2 ปีนี้ ราคาน้ำมันลงมาแตะระดับ 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล “เรารอดแน่”
แปลว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบยังจะร่วงต่อเนื่อง
รอดอย่างไรเป็นคำถามสำหรับผู้คนไม่เฉพาะในวงการน้ำมัน แต่เศรษฐกิจในภาพรวมของไทยเรา ก็จะต้องนำเอาปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันมาพิจารณาอย่างรอบด้านด้วย
เพราะผลกระทบด้านบวกกับด้านลบ อาจจะต้องวิเคราะห์แบบเจาะลึก มากกว่าเพียงแค่ประเมินกันอย่างผิวเผิน
แต่คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. วิเคราะห์ว่าในไตรมาสสองของปีนี้อาจจะขยับขึ้น เพราะผู้ผลิตหลายแหล่งอาจจะปิด หรือลดกำลังการผลิต สวนทางกับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้น
แต่เส้นกราฟของราคาน้ำมันที่ผ่านมามีแต่จะวิ่งลงเป็นเส้นชัน
ณ ราคา 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้นถือว่าต่ำสุดตั้งแต่ปี 2003 หรือใน 12 ปี และเป็นการร่วงลงต่อเนื่องกัน 7 วันซ้อนกัน
เฉพาะปีนี้ ราคาน้ำมันร่วงลงมาแล้ว 19%
นับย้อนกลับไปตอนที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุดที่ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2014 ราคาล่าสุดถือว่าดิ่งเหวลงมาแล้ว 72%
นักวิเคราะห์ที่สหรัฐบอกว่าปัจจัยพื้นฐานของน้ำมันวันนี้ “แย่กว่าที่คาดมาก” ซึ่งหมายถึงความคาดหวังกับความจริงยังห่างกันอยู่มาก ความเชื่อมั่นหดหาย
สาเหตุของสถานการณ์ราคาน้ำมัน ที่ยังไม่มีทีท่าจะกระเตื้องขึ้นมีหลายประเด็น แต่ที่ชัดเจนคือสมาชิกโอเปคไม่อาจจะพูดจาภาษาเดียวกันได้
แรกเริ่มมีข่าวว่าจะมีการเรียกประชุมด่วนเพื่อวางมาตรการพยุงราคา แต่ก็เป็นเพียงเสียงเรียกร้องจากไนจีเรีย ที่มีตัวแทนเป็นประธานโอเปคที่กำลังหมดสมัย แต่ UAE ก็ออกมาคัดค้าน บอกว่าไม่ต้องมีการหารือเป็นพิเศษ ที่ดำเนินการอยู่ก็น่าจะพอแล้ว
ซาอุดีอาระเบีย พี่เบิ้มของโอเปคก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะไม่ได้มีบารมีเหมือนก่อน ยิ่งตัวเองมีปัญหาขาดดุลงบประมาณก้อนใหญ่เป็นครั้งแรก และประสบกับปัญหาการเมืองภายใน และความขัดแย้งภายนอกกับอิหร่าน ก็ยิ่งทำให้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประเทศผู้ผลิตน้ำมันสลายหายไป
เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแรงลง ใช้น้ำมันเพื่อการผลิตน้อยลง ก็ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมันของโลกจะหดหายไปเช่นกัน ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้าลดต่ำลง มองไม่เห็นจุดที่จะโงหัวขึ้นได้
ต้องไม่ลืมว่าการผลิตน้ำมันจากหินหรือ shale oil ของสหรัฐฯยังเดินหน้าต่ออย่างไม่หยุดยั้ง สามารถทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ไม่มีใครเชื่อในคำพยากรณ์ว่าความต้องการน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นในปีนี้
เมื่อเดือนเมษายน สหรัฐผลิตน้ำมันสูงสุดที่วันละ 9.7 ล้านบาร์เรล เดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็ยังอยู่ที่ 9.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่มีผลผลักให้ราคาน้ำมันดิบตะวันออกกลางฟื้นจากภาวะร่วงหล่นได้เลย
ยิ่งหากเงินสกุลดอลลาร์แข็งขึ้นอย่างที่เห็นแนวโน้มอยู่วันนี้ ราคาน้ำมันที่ซื้อขายระหว่างประเทศก็จะแพงขึ้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ซื้อต่างประเทศต้องจ่ายมากขึ้นแม้ในราคาเดียวกัน
จึงเป็นที่มาของคำทำนายว่าหากปัจจัยเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ราคาน้ำมันดิบก็อาจร่วงลงไปถึง 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า
เราอาจใช้น้ำมันราคาถูกลง แต่นั่นก็ทำให้นิสัยประหยัดหดหาย ไม่ระมัดระวังไม่ประหยัดการใช้พลังงาน
แต่ผลทางลบนั้นเรากลับต้องรับเต็ม ๆ เพราะราคาสินค้าเกษตรหลายอย่าง อาจไม่มีโอกาสกระเตื้องได้เลย ไม่ว่าจะเป็นยางหรือข้าวหากราคาน้ำมันไม่พลิกตัวกลับสูงขึ้นในเร็ววัน
และผลทางเศรษฐกิจที่กระทบประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะรุนแรง เป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้ง และการแก่งแย่งทรัพยากรที่บานปลาย กลายเป็นความรุนแรงทางทหารระดับโลกได้
คลาดสายตาของเราไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว!









