‘ลดก๊าซเรือนกระจก’ ปัญหาระดับโลกสู่วาระชาติ

‘ลดก๊าซเรือนกระจก’ ปัญหาระดับโลกสู่วาระชาติ

กระแสตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดเป็นประเด็นดึงความสนใจ;

จากทั่วโลกขึ้นมาอีกครั้ง หลังการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (Conference of Parties : COP21) ที่มีขึ้น ณ กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปีที่ผ่านมาสิ้นสุดลง

ความน่าสนใจที่ถูกหยิบมากล่าวถึง คือความก้าวหน้าในการมีส่วนร่วมของนานาชาติทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา รวม 195 ประเทศ ในการจัดทำร่างข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมการติดตามผลทุกๆ 5 ปี จากเดิมที่ผ่านมาการจัดทำข้อตกลงในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญานี้ จะเป็นการตกลงและสร้างข้อผูกพันเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หรือกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมร่วมกันวางเป้าหมายเท่านั้น

ย้อนกลับไป สนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับแรกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่การประชุม รัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 3 หรือ COP3 ณ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่มาของพิธีสารเกียวโต ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2548 กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ตกลงกันร่วมกำหนดเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงประมาณร้อยละ 5 ภายในปี 2555 ก่อนที่จะขยายเวลาไปจนถึงปี 2563 แต่หลังจากนั้น การแสดงเจตจำนงค์ความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศผ่านการประชุม COP ก็ได้ไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ จนมาถึงการประชุม COP17

การประชุม COP17 ประเทศภาคีสมาชิกได้ส่งสัญญาณเร่งขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ โดยการให้ความคำนึงถึงหลักความเสมอภาค หลักความรับผิดชอบร่วมกัน จึงเป็นครั้งแรกที่มีแนวคิดให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมด้วย และประเทศพัฒนาแล้วต้องสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่างๆ

แนวคิดดังกล่าวเป็นการปูทางมาสู่การประชุม COP21 ที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและการแสดงความตั้งใจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกันของประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยตกลงกันว่าทุกประเทศจะลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสตามแผนดำเนินงานของแต่ละประเทศที่จะแตกต่างกันไปตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มากไปกว่านั้น ความตกลงนี้ยังกำหนดให้มีการติดตามและรายงานผลดำเนินงานความก้าวหน้าทุกๆ 5 ปี ทำให้ทุกประเทศต้องมีความชัดเจนว่าจะสามารถลดได้จริงตามที่กำหนดเป้าหมายไว้

ส่วนกลไกสนับสนุนกิจกรรม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่พัฒนาแล้วจะถ่ายทอดและการพัฒนาเทคโนโลยี และมอบเงินทุนสนับสนุนผ่าน กองทุนภูมิอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Climate Fund) โดยจะมีเงินสนับสนุนให้จำนวนหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2563 และอาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ภายใต้เงื่อนไขว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการขอรับการสนับสนุนกิจกรรมของตน ที่จะมุ่งสู่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศให้เหลือเป็นศูนย์

สำหรับประเทศไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมโดยศึกษาความเป็นไปได้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม สำหรับประเทศเพื่อพร้อมสู่การรับข้อตกลงและแสดงเจตจำนงค์ในการประชุม COP21 ซึ่งได้ส่งเป้าหมายการดำเนินงานของประเทศในระดับมุ่งมั่น (Intended Nationally Determined Contributions: INDCs) ไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยจะลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 นับตั้งแต่ปี 2543-2573 และจะลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 25 หากได้รับการสนับสนุนระหว่างประเทศในด้านการถ่ายทอดความรู้ และเงินทุน

เมื่อลงลึกในรายละเอียด แผนการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยนั้น เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ได้แก่ แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าปี 2558-2579 แผนแม่บทการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ปี 2558-2579 แผนอนุรักษ์พลังงานปี 2558-2579 แผนพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกปี 2558-2579 และแผนแม่บทในการพัฒนาระบบการขนส่งที่ยั่งยืน และลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แผนทั้งหมดมีการดำเนินการในทางปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาและการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิตไฟฟ้าและเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้พลังงานจากพืช การเชื่อมต่อแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน เช่น การปรับปรุงมาตรฐานอาคารและการพัฒนาเมืองไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือ เพื่อจูงใจให้ดำเนินกิจกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้มีการดำเนินงานของภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแพร่หลาย

ดังนั้น ท่ามกลางแนวโน้มประเทศกำลังพัฒนาที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น การเข้าร่วมเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการประชุม COP21 จะเป็นทั้งเป้าหมายหลักและกำลังเสริมให้ไทยลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน แต่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต้องร่วมกันอย่างจริงจังในการดำเนินกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนที่ประเทศกำหนดไว้ เพื่อพาประเทศบรรลุเป้าหมายไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสตามกรอบเวลาที่ร่วมตกลงไว้ในเวทีโลก

----------------------------

ปริญญารัตน์ เลี้ยงเจริญ

นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย