วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตรียมหาทางแก้ระยะยาว

รัฐบาลอนุมัติให้แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยขอให้หน่วยราชการ

ที่มีการใช้ยางพาราในโครงการของรัฐจัดซื้อไปใช้ โดยตัวเลขจากการรายงานของหน่วยงานรัฐทั้ง 8 กระทรวง พบว่ามีตัวเลขการใช้ยางในช่วง2ปี คือปี 2559-60 ราวแสนตัน แต่หากเปรียบเทียบกับผลผลิตที่ออกมาในแต่ละช่วง จะเห็นว่าปริมาณการรับซื้อของหน่วยงานรัฐนั้น แทบไม่มีความหมายต่อราคายางพาราในตลาด หากแนวโน้มตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากราคายางพาราขึ้นอยู่กับความต้องการในตลาดโลกเป็นสำคัญ

แน่นอนว่าข้อเสนอขอให้รัฐบาลประกันราคาที่ระดับ 60 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เป็นเรื่องที่เป็นแทบไม่ได้หากเปรียบเทียบกับราคาในตลาด รวมทั้งปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมหาศาล ซึ่งหากต้องการแทรกแซงราคาดังกล่าวจริง รัฐบาลจำเป็นต้องหาเงินมานับแสนล้านบาท เข้าพยุงราคา นั่นเป็นประตูที่ปิดตายสำหรับรัฐบาลนี้ ที่ประกาศตั้งแต่ต้นว่าจะไม่มีนโยบายประชานิยม ในลักษณะอุดหนุนราคาแบบไร้เหตุผล และหากจะทำจริง รัฐบาลก็ไม่มีเงินมากพอสำหรับมาใช้อุดหนุนราคายางพารา

ดังนั้น มาตรการให้หน่วยงานรัฐเข้าซื้อยางพาราในท้องตลาด ก็เป็นเพียงการผ่อนจากหนักให้เป็นเบา ซึ่งอย่างน้อยก็ได้ผลทางจิตวิทยา เพื่อหวังให้ราคายางกระเตื้องขึ้นจากระดับปัจจุบัน แต่ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและปริมาณการผลผลิตยังล้นตลาด ซึ่งไม่เพียงแต่การผลิตของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีจากประเทศอื่นที่เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก ในช่วงราคายางพาราขึ้นสูงกว่าระดับ 140 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งหากต้องการแก้ปัญหาที่แท้จริง อาจต้องมีการทบทวนระดับนโยบายหลายด้าน

ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามสนับสนุนอุตสาหกรรม ที่มีการยางพาราเป็นวัตถุดิบในพื้นที่จังหวัดภาคใต้หลายแห่ง รวมทั้งการสร้างเมืองยางหรือนิคมอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อส่งเสริมการใช้เป็นวัตถุดิบและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเกษตรของไทย แต่อุตสาหกรรมที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบก็ยังต้องพึ่งพาตลาดโลกเช่นกัน ดังนั้นตราบใดที่เรายังพึ่งพาตลาดโลกในทุกด้าน เราต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง ว่าจะหามาตรการรับมืออย่างไรกับความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ทั้งเรื่องการผลิตและการดำรงชีพ

การทบทวนเกี่ยวกับการเพาะปลูกยางพารา ของเกษตรกรไทยถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลก่อนหน้านี้ได้สนับสนุนปลูกยางพาราล้านไร่ ซึ่งขณะนี้ได้กระจายไปในหลายภูมิภาค และนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงราคายางพาราอยู่ในระดับสูง จึงมีเกษตรกรและนักลงทุนให้ความสนใจกันมาก แต่หากในช่วงที่ยางราคาต่ำดังปัจจุบัน รัฐบาลอาจจำเป็นต้องหันมาประเมินนโยบายดังกล่าวใหม่อีกครั้ง ด้วยการออกนโยบายลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อลดปริมาณพื้นที่ให้เหมาะสม

นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการระยะยาว เพื่อเปิดทางเลือกให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการจูงใจไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น อีกทั้งจะต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน ถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งอาจมีขึ้นหรือลง จึงจำเป็นต้องพร้อมรับผลกระทบด้วย เพราะรัฐบาลไม่อาจช่วยเหลือได้ตลอดไป ในขณะที่ยังมีความจำเป็นด้านงบประมาณด้านอื่นอีกมาก แม้ว่าการแก้ปัญหาภาคเกษตรเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและใช้เวลา แต่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

เราเห็นว่ามาตรการแก้ปัญหาครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่สามารถทำได้ในช่วงเวลานี้ แต่คำถามต่อไปคือจะทำอย่างไรในระยะต่อไป เมื่อมีการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวและยิ่งแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นไปได้ยากที่ราคายางพาราจะฟื้นตัวได้ ซึ่งผลผลิตจากนี้ไปจะมีเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ และจะยิ่งเป็นแรงกดดันรัฐบาลมากขึ้นหากไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ดังนั้นผลผลิตครั้งต่อไปที่กำลังจะออกสู่ท้องตลาดจะเป็นระเบิดเวลาลูกต่อไปที่รอการแก้ไข