ภารกิจสำคัญของผู้ปกครองบ้านเมือง เคยประกาศไว้ว่าคือ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง”
ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังต้องถามไถ่กันว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ถกแถลงกันเรื่อง “ปรองดอง” ว่าจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ จะเกิดผลอย่างไร
รองนายกฯวิษณุ เครืองาม มีความเห็นว่าเรื่องปรองดองจะเกิดได้หรือไม่ มิได้อยู่ที่การเขียนเป็นกฎหมาย เพราะเรื่องอย่างนี้บังคับยัดเยียดให้เกิดไม่ได้ สำคัญที่ใจ
ล่าสุดมีข้อเสนอเป็นญัตติให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข” ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
โดยพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ในฐานะสมาชิก สนช. บอกว่าจะเสนอรายชื่อ สนช. พร้อมตัวแทนทุกภาคส่วนที่เคยขัดแย้งกันมาอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้
ท่านบอกว่าจะเชิญ “คนที่มีความคิดเห็นเป็นกลาง” เข้าร่วมเป็น กมธ. ตามแนวทางสันติวิธี แต่ “ใครที่มีความคิดเห็นสุดโต่ง ใช้ความรุนแรง” จะไม่เชิญเข้าร่วม
นักข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยมีความเห็นว่า ความปรองดองจะไม่เกิดขึ้นหากยังไม่แก้ไขความไม่เท่าเทียมกัน พล.อ.อกนิษฐ์บอกว่าขณะนี้ก้าวข้ามคำว่าปรองดองแล้ว ใช้คำว่า “เสริมสร้างสันติสุข” เพื่อให้คนเห็นแตกต่างอยู่ในสังคมโดยไม่มีความขัดแย้ง ส่วนกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องกฎหมาย
และท่านถามว่าต่อให้ออกกฎหมายหรือใช้อำนาจมาตรา 44 จะเกิดความปรองดองได้หรือไม่ยังเป็นข้อสงสัยอยู่
ส่วนคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า จะบัญญัติกระบวนการสร้างความปรองดองสำหรับอนาคตไว้
“แต่กลไกปรองดองเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตยังคิดไม่ออกว่าจะบัญญัติอย่างไร”
และเสริมว่าหากรัฐบาลตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมา ก็ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล
รวมความแล้วสังคมก็ยังมองไม่ออกว่า การสร้างความปรองดองจะทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร เพราะแต่ละฝ่ายมองจากมุมของตน ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ทุกคนที่พูดก็ถูกต้องหมด แต่เป็นความถูกต้องเฉพาะด้านเฉพาะมุมมองเท่านั้น
หากเน้นความปรองดอง (หรือแม้แต่ปฏิรูป) เฉพาะด้าน “รูปแบบ” ไม่เน้นหนักเรื่อง “เนื้อหา” ก็จะวนเวียนอยู่กับประเด็นเก่า ๆ เพราะต่างฝ่ายต่างจะเข้าใจคำว่า “ปรองดองตามเงื่อนไขของข้าพเจ้า” มิได้มองภาพรวมว่าการก้าวเข้าสู่บรรยากาศแห่ง “การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ” นั้นจะต้องเป็นกระบวนการของสังคมเป็นหลัก ฝ่ายกฎหมายและรัฐบาลหรือองค์กรนั้น เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนให้เข้าสู่กระบวนการนั้น ๆ เท่านั้น
ที่เคยอ้างว่าได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ และได้ตั้งวงปรองดองไปในจังหวัดต่าง ๆ ที่ผ่านมาก็เป็นเพียง “รูปแบบ” และ “พิธีกรรม” เท่านั้น มิได้ลงถึงรายละเอียดของเนื้อหาว่าจะเริ่มต้น “ความความมั่นใจต่อกันและกัน” เพื่อให้เกิด “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ระหว่างกันอย่างไร
การเน้นที่ “ตัวบุคคล” มากกว่า “หลักการ” และ “เนื้อหา” ทำให้ยากแก่การสร้างความไว้วางใจของกันและกัน
ยิ่งหากมีการอ้างถึง “ความเหลื่อมล้ำ” และ “ความไม่เป็นธรรม” ในการใช้กฎหมายด้วยแล้ว ก็จะเกิดการตีความที่เข้าข้างตนเอง เพราะหากผลการใช้กฎหมายไม่เป็นคุณต่อฝ่ายตนก็จะอ้างว่าไม่เป็นธรรม และหากตนได้ประโยชน์ ก็จะอ้างว่านี่คือความเสมอภาคและเป็นธรรม
ดังนั้น ความปรองดองที่แท้จริงจึงต้องนำเอาปัจจัยทั้งหลาย มุมมองจากแต่ละฝ่ายมาผสมผสานให้เกิดความเป็น “กระบวนการ” ที่พิจารณาถึง “ความกลัวและความหวัง” ของทุกฝ่ายเพื่อกำหนดแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าจะต้องเสียสละ พยายามเข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งและนิยามสิ่งที่เรียกว่า “ผลประโยชน์สาธารณะ” (public interest) ร่วมกันให้ตรงกัน
เมื่อนั้นคำว่า“ปรองดอง”จึงมีความหมายที่ทำให้ทุกฝ่ายเดินหน้าไปพร้อมๆ กันได้






