วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ 2558: เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปิดช่องให้ผู้ประกอบธุรกิจ สามารถนำทรัพย์อื่น

ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ นอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนบางประเภท มาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินกับสถาบันการเงิน โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้ให้กู้ โดยจะมีผลใช้บังคับทั้งฉบับตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ โดยสรุป คือ

กำหนดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน (มาตรา8) โดยไม่ต้องส่งมอบให้เจ้าหนี้ เพิ่มมากขึ้นนอกเหนือการจำนอง ได้แก่

  “กิจการ” ได้แก่ ทรัพย์สินที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจและสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ เช่น กิจการร้านอาหาร กิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์

  “สิทธิเรียกร้อง” คือการที่มีสิทธิเรียกให้บุคคลอื่นใช้หนี้ เช่น เป็นเจ้าหนี้ค่าสินค้า

  “สังหาริมทรัพย์” ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร เครื่องมือที่ใช้ผลิตสินค้ารวมทั้ง สินค้าคงคลัง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า

  "อสังหาริมทรัพย์” เฉพาะกรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่นเป็นผู้ประกอบกิจการบ้านจัดสรร

  “ทรัพย์สินทางปัญญา” เช่นเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร

เจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้น ที่เรียกว่า “ผู้ให้หลักประกัน” สามารถนำทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะมีในอนาคตไปประกันเงินกู้กับสถาบันการเงิน ที่เรียกว่า “ผู้รับหลักประกัน” สำหรับการกู้เงินที่ตนเป็นผู้กู้ หรือที่ผู้อื่นเป็นผู้กู้ก็ได้ (มาตรา 9 และมาตรา 5 วรรคสอง)

กรณีนำ "กิจการ” ไปเป็นหลักประกันต้องกำหนดตัวผู้บังคับหลักประกันที่เป็นผู้ได้รับอนุญาต จากเจ้าพนักงานทะเบียนจะเป็นคนเดียวหรือหลายคนตามที่ทั้ง 2 ฝ่ายคัดเลือกไว้ด้วย (มาตรา12 วรรคหนึ่ง)

ผู้ให้กู้ และเจ้าของทรัพย์สินสามารถตกลงกำหนดเหตุบังคับหลักประกัน กันไว้เป็นอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา 11)

การนำทรัพย์สินไปประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินตามกฎหมายนี้ เป็น ”สัญญาหลักประกันทางธุรกิจ” ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งถือว่าเป็นแบบของนิติกรรม มิฉะนั้นจะเป็นโมฆะ (มาตรา 13 วรรคหนึ่ง)

เจ้าของที่นำทรัพย์สินไปประกันเงินกู้ ยังสามารถครอบครอง ใช้สอย แลกเปลี่ยน จำหน่ายจ่ายโอน และจำนองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน รวมทั้งยังนำไปใช้เป็นหลักประกันอีกก็ได้ และสามารถนำไปใช้ในการผลิต หรือใช้สิ้นไปหมดไปก็ได้ ส่วนดอกผลของทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันก็ตกเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน เว้นแต่คู่สัญญาจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น มีข้อยกเว้นที่สำคัญคือจะนำไปจำนำประกันการชำระหนี้ต่อไปไม่ได้ ถ้านำไปจำนำ การจำนำก็ตกเป็นโมฆะ (มาตรา 22)

เจ้าหนี้ตามสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันก่อนเจ้าหนี้สามัญ แม้จะมีการโอนทรัพย์สินนั้นไปยังบุคคลภายนอกแล้วก็ตาม (มาตรา 29) หรือถ้ามีการนำทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันมารวมเข้ากับทรัพย์สินของบุคคลอื่น จนเป็นส่วนควบหรือแบ่งแยกไม่ได้ เจ้าหนี้ก็ยังมีสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น ตามส่วนมูลค่าของทรัพย์สินในเวลาที่รวมเข้ากัน (มาตรา 30)

แต่มีข้อยกเว้นคือ ทรัพย์สินที่โอนไปยังบุคคลภายนอก จะปลอดจากภาระหลักประกัน ถ้าได้รับทรัพย์สินไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือโดยความยินยอมของเจ้าหนี้ (มาตรา 32 วรรคสอง) หรือ

เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ และมีลักษณะหมุนเวียนเปลี่ยนมือคลอดเวลา และบุคคลภายนอกได้รับทรัพย์สินนั้นไปโดยทางการค้าปกติ หรือโดยความยินยอมของเจ้าหนี้ (มาตรา 32 วรรคหนึ่ง)

ทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่ายจ่ายโอน แลกเปลี่ยน หรือได้มาแทนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน เนื่องจากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันสูญหาย หรือเสียหาย ให้ถือว่าทรัพย์ สินที่ได้มาใหม่เป็นหลักประกันด้วย (มาตรา 31 วรรคหนึ่ง)

ถ้านำทรัพย์สินไปเป็นหลักประกันกับเจ้าหนี้รายหลาย เจ้าหนี้รายที่ได้รับการจดทะเบียนก่อนมีสิทธิได้รับการชำระหนี้ก่อน (มาตรา 33 วรรคหนึ่ง)

ถ้าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันถูกนำไปจำนองด้วย ให้ถือลำดับวันเวลาที่จดทะเบียนเป็นสำคัญ จดก่อนมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน (มาตรา 33 วรรคสอง)