“ไม่มีอะไรต้องกังวล กระแสแห่งความรุ่งเรืองมั่งคั่งจะดำเนินต่อไป”
นี่คือประโยคที่แอนดริว เมลลอน (Andrew Mellon) รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวไว้เมื่อกันยายน 1929 ก่อนตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะพังทลายในวันที่ 29 ตุลาคม อันเป็นหายนะที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และตามมาด้วย Great Depression อีก 10 ปี
ถ้าไม่บอกว่าใครพูด หลายคนคงคิดว่า ผู้พูดอยู่เมืองไทยช่วงปลายยุคฟองสบู่ปี 2539-2540 ปราชญ์กล่าวถูกต้องแล้ว ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ ผู้ไม่เรียนรู้จากอดีต มักต้องผิดพลาดในอนาคต ฟองสบู่อเมริกาไม่ต่างจากฟองสบู่ไทย ผิดกันที่ช่วงเวลาเท่านั้น เพียงแต่เราไม่เคยศึกษาวิเคราะห์และเรียนรู้จากประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง
หลังเปิด BIBF ปี 2535 เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่โตอย่างกลวงๆ เพราะเม็ดเงินมหาศาลที่กู้จากต่างประเทศที่ไม่มีความเสี่ยงด้านค่าเงิน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยตรึงค่าเงินที่ 25 บาท/ดอลลาร์ เงินนั้นเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ โดยปราศจากการผลิตที่แท้จริง จนนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตก เมื่อธปท.ลอยตัวค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และค่าเงินตกลงไปถึง 56 บาท/ดอลลาร์ในปีต่อมา
กำเนิดและพังทลายของเศรษฐกิจฟองสบู่ สะท้อนความผิดพลาดล้มเหลวของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักยุคนั้น มันไม่ใช่แค่ประเด็นถกเถียงทางวิชาการ แต่เป็นการชี้นำผู้คน สังคม และประเทศชาติไปสู่หายนะครั้งใหญ่ แน่นอน นี่ไม่ใช่ความตั้งใจ ไม่อาจผลักความรับผิดไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันชี้ถึงสัจธรรม 2 ข้อคือ (1) ทุกศาสตร์ไม่สมบูรณ์พร้อม แม้เรียนมาเยอะแค่ไหน ก็คิดผิดทำพลาดได้เหมือนกัน (2) คนเก่งจำนวนมาก สามารถผิดพลาดได้พร้อมๆ กัน
ช่วงฟองสบู่ สิ่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากคือการทำนายเศรษฐกิจ หลายท่านประสบความสำเร็จมากจนได้รับฉายา “โหรเศรษฐกิจ” การทำนายสร่างซาไปเมื่อฟองสบู่แตก และกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งตั้งแต่เศรษฐกิจฟื้นตัว
การทำนายหรือพยากรณ์เศรษฐกิจคือ งานหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ อันที่จริงถ้ามองไปในโลกกว้าง ไม่ใช่แค่เศรษฐศาสตร์ การพยากรณ์กลายเป็นงานสำคัญของ (เกือบ) ทุกศาสตร์ไปแล้วกล่าวได้ว่า แทบทุกศาสตร์ล้วนเป็นศาสตร์แห่งการพยากรณ์
พยากรณ์ศาสตร์คือศาสตร์แห่งการทำนายอนาคต บทบาทของมันครอบคลุมกว้างขวาง เช่น ทำนายปริมาณฝนและน้ำในเขื่อน ทำนายฤดูกาลดินฟ้าอากาศ ทำนายประชากรและพฤติกรรมทางการเมือง ทำนายปริมาณการจราจร ทำนายวงโคจรดวงดาว ทำนายการระบาดของโรคทำนายพฤติกรรมผู้บริโภค ทำนายกลยุทธ์คู่แข่ง ทำนายทิศทางเทคโนโลยี ทำนายสงคราม
วิทยาการใดก็ตามที่ถูกใช้เพื่อทำนายอนาคต ย่อมจัดเป็นพยากรณ์ศาสตร์ทั้งสิ้น ผู้พยากรณ์ก็เช่นเดียวกัน เป็นอาชีพใดก็ได้ เช่น นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ วิศวกร นักอุตุนิยมวิทยา นักการตลาด นักธุรกิจ นักการเมือง ทหาร ไม่ได้จำเพาะเจาะจงที่นักโหราศาสตร์หรือหมอดู ความแตกต่างอยู่ที่ทำนายสิ่งใด? ด้วยปัจจัยและกระบวนการอย่างไร? ทำนายโดยใคร? และเพื่อประโยชน์อะไร?
จุดสำคัญของการพยากรณ์ไม่ได้อยู่ที่เปอร์เซ็นต์ความถูกต้อง แต่อยู่ที่วิธีคิด การมองปัญหา ตั้งคำถาม รวบรวมองค์ความรู้ ตั้งสมมติฐาน เลือกใช้ฐานข้อมูล กระบวนการวิเคราะห์สังเคราะห์ และสรุปผลความน่าเชื่อถือของคำทำนายขึ้นกับประเด็นเหล่านี้
โหราศาสตร์คือพยากรณ์ศาสตร์สายหนึ่ง ซึ่งได้รับการยอมรับ เชื่อถือ และพัฒนาต่อเนื่องกว่า 7,000 ปีโหราแปรมาจากคำสันสกฤต “อโหราตร์” และคำมคธ “อโหรตตํ” ซึ่งหมายถึงวันและคืน โหราศาสตร์คือศาสตร์แห่งกาลเวลา คือทำนายกาลล่วงหน้าโดยอาศัย “ดวงดาว” เป็นปัจจัยหลักในการพยากรณ์
ในสมัยโบราณ พระยาโหราธิบดีคือผู้พยากรณ์บ้านเมือง งานเพียงหนึ่งเดียวคือทำนายอนาคตทุกเรื่องให้ถูกต้อง แต่มันยากและสิ้นเปลืองแรง เวลา และพลังสมองอย่างมาก ท่านจึงได้เบี้ยหวัดและศักดินาเพื่อเก็บกินในการดำรงชีพ ไม่ต้องทำงานอื่นใด จนสามารถอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่องานพยากรณ์
บุคคลถ้าสามารถทุ่มเททั้งชีวิตเพื่องานเดียว ความสำเร็จของเขาย่อมยอดเยี่ยมสูงส่ง นักโหราศาสตร์ปัจจุบันไม่มีใครได้โอกาสเช่นนั้น คำทำนายจึงยากที่จะถูกต้องแม่นยำเกิน 70% นี่คือความจริง
ขณะที่โหรเศรษฐกิจยุคก่อนและปัจจุบันทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีทรัพยากรมากมาย ทั้งกำลังคน เวลา และงบประมาณ โหรเศรษฐกิจ 1 คนมีทีมงานเบื้องหลังนับสิบนับร้อย แต่นักโหราศาสตร์ 1 คน หมายถึงต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
ที่สำคัญสุดคือโหรเศรษฐกิจ (และหน่วยงานต่างๆ) สามารถปรับเปลี่ยนคำทำนายได้ตลอดเวลาตามไตรมาสหรือสถานการณ์ แต่นักโหราศาสตร์มีโอกาสทำนายแค่ครั้งเดียว ผิดแล้วผิดเลย รีวิวไม่ได้ เป็นบรรทัดฐานที่เท่าเทียมกันมาก!
ยุคสมัยเปลี่ยนไป สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง นี่ไม่ใช่โลกเมื่อ 2,000 ปีก่อนในยุค Hellenistic ที่โหราศาสตร์รุ่งเรืองมาก ไม่ใช่โลกในคริสต์ศตวรรษ 700 ที่เป็นยุคทองของจักรวรรดิอาหรับ ความยกย่องนับถือโหราศาสตร์ลดลง มันเป็นธรรมดาโลก สิ่งที่น่าคิดคือ ถ้านักโหราศาสตร์ได้รับทรัพยากรและโอกาสเทียบเท่าโหรเศรษฐกิจ ผลงานของเขาควรอยู่ระดับใด
จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes: 5 มิถุนายน 1883-21 เมษายน 1946) คือนักเศรษฐศาสตร์ (ชาวอังกฤษ) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาเป็นเจ้าสำนัก Keynesian Economics ผลงานสำคัญคือหนังสือ The General Theory of Employment, Interest and Money ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1936 แนวคิดของเคนส์ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
เคนส์มีลัคนาในราศีสิงห์ ชาติกำเนิดเขาดีทีเดียว พ่อเป็นนักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์ที่เคมบริดจ์ เคนส์จบปริญญาตรีคณิตศาสตร์เกียรตินิยม แต่พ่อสนับสนุนให้ทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ เขาจึงอยู่ในแวดวงนี้มาโดยตลอด เคนส์เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เมื่อบริหารกองทุนเคมบริดจ์ เขาสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยที่เหนือกว่าดัชนีตลาดหุ้นลอนดอนถึง 8% ตลอดช่วง 25 ปี
แต่ความมั่งคั่งของเคนส์หายไปเกือบหมดเมื่อเผชิญวิกฤติ 1929 ทำไมอัจฉริยะที่อยู่ในแวดวงนักเศรษฐศาสตร์เก่งๆ มากมายถึงมองไม่เห็นหายนะนี้ก่อน? โชคดีที่เขาได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากพ่อ จึงกอบกู้ความมั่งคั่งกลับคืนมาได้
ในอีกมุมหนึ่งของโลก ดับเบิ้ลยู ดี แกนท์ (William Delbert Gann :6 มิถุนายน 1878-18 มิถุนายน 1955) ถือกำเนิดอย่างยากจนในครอบครัวชาวไร่ฝ้ายเท็กซัส เป็นพี่ใหญ่ของน้อง 10 คน อายุ 13 ขายซิการ์และหนังสือพิมพ์บนรถไฟ อายุ 25 ทำงานโบรกเกอร์หุ้นในนิวยอร์ค แกนท์ศึกษา (ด้วยตัวเอง) เรื่องการลงทุน แล้วเกิดคำถามเรื่องวัฏจักรตลาด จึงนำไปสู่การศึกษาเรขาคณิตโบราณและโหราศาสตร์
แกนท์มีลัคนาราศีสิงห์เช่นกัน เขาเป็นทั้งเทรดเดอร์และนักโหราศาสตร์การเงิน เขาทำนายปีที่เกิดและสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกต้อง ทั้งทำเงินมากมายจากตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ แกนท์ทำนาย (เมื่อพฤศจิกายน 1928) ว่า ตลาดหุ้นจะขึ้นสูงสุดวันที่ 3 กันยายน 1929 จากนั้น ตลาดจะพังทลาย ซึ่งก็เป็นจริงเมื่อตลาดหุ้นเริ่มตกอย่างหนักวันที่ 24 ตุลาคม แกนท์ไม่เพียงรอดจากหายนะ แต่ยังทำเงินมหาศาลอีกด้วย เขายังทำเงินได้อีกมากจากการซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุดในปี 1932
เมื่อเคนส์ตาย เขามีทรัพย์สินสุทธิ 500,000 ปอนด์ เมื่อแกนท์ตาย เขามีทรัพย์สินสุทธิ 50 ล้านดอลลาร์ ใครคือโหรเศรษฐกิจตัวจริง?









