วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โทรคมฯ สดใสกับใบอนุญาต3จี/4จี (1)

สัปดาห์นี้เราจะมาต้อนรับปีใหม่กับข่าวที่น่ายินดียิ่ง คือการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมที่เพิ่งสิ้นสุดลงไป

การประมูลคลื่นความถี่ คือวิธีการจัดสรรคลื่นอย่างหนึ่ง โดยผู้ชนะการประมูลได้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่ตลอดระยะเวลาที่กำหนดในใบอนุญาต ซึ่งในระหว่างการใช้งานตามระยะเวลานั้น กสทช. จะกำกับดูแลให้ผู้รับใบอนุญาตปฏิบัติตามเงื่อนไข และกติกาของการอนุญาต

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้จัดการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมมาแล้ว 3 ครั้งภายใต้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ซึ่งนอกจากจะทำให้รัฐมีรายได้จากเงินประมูลคลื่นความถี่จำนวนมหาศาลแล้ว ยังจะทำให้ประชาชนอย่างเราๆ สามารถติดต่อสื่อสารและรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อสารโทรคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และประหยัดยิ่งขึ้นอีกด้วย

ครั้งแรก การประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz (คลื่น 2100) หรือที่เรียกกันว่า การประมูล 3จี เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2555 มีใบอนุญาต 3 ใบ และผู้เข้าประมูล 3 ราย ผลปรากฏว่า ใบที่ราคาสูงสุด บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AIS) เสนอราคาสูงสุด 14,625 ล้านบาท บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (dtac) และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด (true) เสนอราคาเท่ากันคือ 13,500 ล้านบาท ทำให้รัฐมีรายได้จากการประมูลครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 41,625 ล้านบาท

ครั้งที่สอง การประมูลคลื่น 1800MHz หรือที่เรียกกันว่า การประมูล 4จี เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา มีใบอนุญาต 2 ใบ และผู้เข้าประมูล 4 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AIS), บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (dtac), บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชัน จำกัด (true) และบริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด (Jas) ผลปรากฏว่ากลุ่ม AIS และกลุ่ม true ได้ใบอนุญาตไปครอง โดย AIS เสนอราคาสูงสุดที่ 40,986 ล้านบาท และ true เสนอ 39,792 ล้านบาท ทำให้รัฐมีรายได้จากการประมูลครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 80,778 ล้านบาท

ครั้งที่สาม ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2558 การประมูลคลื่น 900MHz เป็นการประมูล 4จีเช่นเดียวกัน (ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการใช้งาน 3จี และรองรับการใช้งาน 2จี ที่จะมีต่อไปอีกหลายปีได้มากขึ้นด้วย) มีใบอนุญาต 2 ใบและผู้เข้าประมูล 4 รายต่อสู้กันอย่างดุเดือด สุดท้ายผู้ที่คว้าไปอนุญาต 2 ใบไปครองเมื่อสิ้นสุดการประมูลวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็คือ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด มูลค่าการประมูล 75,654 ล้านบาท และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น มูลค่าการประมูล 76,298 ล้านบาท ทำให้รัฐมีรายได้จากการประมูลครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 151,952 ล้านบาท

จากราคาประมูลคลื่นความถี่ที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับแสดงให้เห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของคลื่นความถี่ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพการแข่งขันในวงการโทรคมนาคมไทยว่า หากเปิดโอกาสให้แข่งขันกันอย่างเสรีแล้ว “ราคาคลื่น” ที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละรายจะสูงเพียงใด ซึ่งราคาคลื่นที่สูงลิบลิ่วจากการประมูลครั้งล่าสุดทำให้เกิดหลายๆ คำถามตามมา เช่น คลื่นแพงขนาดนี้ ผู้ชนะประมูลจะสามารถจ่ายได้หรือไม่ หรือประชาชนต้องเสียค่าใช้บริการแพงขึ้นหรือไม่

ถ้าเราดูจากประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับคลื่นแต่ละย่านที่มีการจัดประมูล จะพบว่ามีการกำหนดให้ชำระเงินประมูลคลื่นความถี่เป็นงวดๆ โดยสำหรับการประมูลคลื่น 900 ครั้งล่าสุดนี้ กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลชำระเงินประมูลคลื่นความถี่โดยแบ่งจ่ายเป็น 4 งวด งวดที่ 1 ชำระเป็นจำนวนเงิน 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากธนาคารภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล งวดที่ 2 ชำระเป็นจำนวนเงิน 4,020 ล้านบาท ภายในสิบห้าวันเมื่อครบกำหนดระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต งวดที่ 3 ชำระเป็นจำนวนเงิน 4,020 ล้านบาท ภายใน 15 วันเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต และงวดที่ 4 ชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือทั้งหมด 15 วันเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 4 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต (กรณีของ Jas ชำระ 59,574 ล้านบาท และ true ชำระ 60,218 ล้านบาท)

จะเห็นได้ว่านอกจากผู้ชนะการประมูลจะสามารถแบ่งชำระเงินประมูลได้แล้ว ยังต้องยื่นหนังสือค้ำประกันจากธนาคารเพื่อค้ำประกันการชำระเงินประมูลอีกด้วย กสทช. จึงมีเครื่องยืนยันว่าจะได้รับชำระเงินประมูลครบถ้วน นอกจากนี้กรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่ชำระเงินประมูลคลื่นความถี่งวดที่สอง งวดที่สาม หรืองวดที่สี่ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะต้องชำระเงินเพิ่มเท่ากับเงินที่ค้างชำระคูณด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีคำนวณเป็นรายวันด้วย โดยหากพ้นกำหนดชำระเงินตามเวลาที่ระบุจะถือว่าผู้รับใบอนุญาตกระทำผิดเงื่อนไขและคณะกรรมการอาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้

ในส่วนของอัตราค่าบริการ 4จี จะต้องมีอัตราค่าบริการถูกกว่าอัตราค่าบริการ 3จี นอกจากนั้น จะต้องจัดให้มีแพ็กเกจราคาประหยัดสำหรับผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาทด้วย

3จี และ 4จี ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่จะให้สัมปทานแก่เอกชน เพื่อดำเนินการเป็นการประมูลแข่งขันกันอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งการประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศไทยเรามีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าประชาชนทุกคนก็จะเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการทุกรายประสบความสำเร็จ และช่วยผลักดันให้การสื่อสารโทรคมนาคมและเศรษฐกิจไทยเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป สวัสดีปีใหม่ค่ะ