ขอพรวันปีใหม่

ขอพรวันปีใหม่

คงเป็นเพราะแก่มากขึ้นจึงทำให้ช่วงหลังๆ มานี้ ผมไม่ค่อยสนใจอะไรกับการเฉลิมฉลองปีใหม่ แต่ในปีนี้ผมกลับมีความรู้สึก

หวนคืนกลับไปคล้ายๆ กับช่วงของวันปีใหม่ พ.ศ. 2541 ที่ตอนนั้นมีความรู้สึกค่อนข้างแรงในความปรารถนาที่จะ ขออะไรให้แก่คนในสังคมไทย

หากเราเริ่มต้นทบทวนอดีตของสังคมไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าปัญหาของความไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม ได้ทำให้เกิดการเกาะกลุ่มและสร้างเครือข่าย “ความคิดทางการเมือง” ที่ไม่ยอมมอง หรือมองไม่เห็นความเหมือนกันของกลุ่มตนกับคนกลุ่มอื่น และนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงหลายครั้ง

ต้องบอกก่อนว่า การที่พูดถึงปัญหาความไม่เข้าใจกันนี้ ผมไม่ได้มองข้าม หรือโน้มน้าวให้ยอมรับบทบาทของนักฉวยโอกาส (Opportunistic) ของผู้นำพรรคการเมืองทั้งสองพรรคนะครับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักฉวยโอกาสตัวใหญ่ที่ตอกลิ่มให้ความแตกต่างในการรับรู้สังคมไทยนั้นแหลมคมมากขึ้น (จนวันนี้ก็ยังฉวยโอกาสอยู่เป็นระยะๆ) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฉวยโอกาสของการขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้การหนุนของการเมืองนอกสภา (แม้ว่าจะมีข้ออ้างหลายอย่าง แต่จริงๆ หากไม่ใช่นักฉวยโอกาส เขาไม่ทำกันหรอกครับ)

แต่ภายใต้เงื่อนไขของความไม่รู้ หรือรู้ไม่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม จึงทำให้เราแต่ละฝ่ายเลือกหยิบนักฉวยโอกาสทางการเมือง มาเป็นผู้นำของเราแน่นอนครับ รัฐบาลทหารที่ขึ้นมานี้ด้วยเช่นกันครับ แต่ในที่สุดแล้วเราทั้งหมดต้องก้าวพ้นบรรดานักฉวยโอกาสทางการเมืองทุกคนและทุกกลุ่ม

ดังนั้น ความปรารถนาประการแรกของผม ได้แก่ขอให้คนในสังคมไทยทุกกลุ่มเสื้อสี ได้ตระหนักในจุดอ่อนของมุมมองตนเอง และได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งไพศาล เพื่อที่จะได้มองเห็นและเชื่อมโยงความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเป็นภาพรวม เพื่อให้การรับรู้ใหม่นี้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เราทุกคนรวมถึงพลังรวมของสังคม

หากเราสามารถเปิดตาเปิดใจเปิดสมองในการไตร่ตรองทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ผมเชื่อว่าจากนี้ไปจนถึงการพิจารณาลงมติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และการอยู่ร่วม หรือไม่อยู่ร่วมกับรัฐบาลทหาร ก็จะไม่เป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนอีกต่อไป เพราะเราจะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันในความคิดทางการเมืองของทุกกลุ่มมากกว่าความแตกต่าง และเราก็จะสามารถแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างได้มากขึ้นแน่ๆ ครับ

ความปรารถนาประการที่สอง ได้แก่การสร้างจินตนาการร่วมกันของ“ชาติไทย” ที่คนทุกคนมีส่วนร่วมกันสร้างขึ้น กล่าวคือในช่วงเวลาที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจของสังคมไทยได้ทอดทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อย ให้อยู่ในภาคเศรษฐกิจไม่เป็นทางการถึง 65% ของกำลังแรงงานทั้งหมด คนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ถูกทำให้เสียเปรียบทั้งในด้านการไม่ถูกนับรวมในการสร้าง “ผลผลิตประชาชาติและที่สำคัญไม่เคยถูกนับรวมอยู่ว่า เป็นกระแสหนึ่งของการพัฒนาสังคม

หากสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้ สังคมจะต้องไม่ทอดทิ้งใคร ให้อยู่วงรอบนอกของสังคม การศึกษาที่ดีเยี่ยมของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลและเพื่อน (Basudeb Guha-Khasnobis, Ravi Kanbur, and Elinor Ostrom) เรื่อง Linking the Formal and Informal Economy ได้ชี้ให้เห็นถึงกรอบความคิดที่ผิดพลาดของการมอง และให้คุณค่าด้านลบต่อการผลิตภาคไม่เป็นทางการ และเน้นว่าการผลิตไม่เป็นทางการนี้สำคัญต่อทั้งการดำรงชีวิตของคนธรรมดาสามัญ และที่สำคัญมีผลต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติด้วย

การสร้างจินตนาการร่วมกันของคนในชาติไทย หมายความว่า เราจะทำให้คนทุกคนไม่ว่าจะทำงานเล็กงานน้อย ล้วนแล้วแต่ได้สร้างผลประโยชน์ให้แก่ชาติไทยทั้งสิ้น ความหมาย ณ จุดนี้ จะน้อมนำเราให้เคารพซึ่งกันและกันมากขึ้น และแต่ละส่วนก็จะมองเห็นคุณค่างานตนเองที่เชื่อมต่อกับงานคนอื่นๆ ถักสานเป็นสายใยร่วมกันนำไปสู่เป้าหมายความงดงามของชาติไทย

หากสามารถสร้างจินตนาการร่วมกันเช่นนี้ได้อย่างมีพลัง เราจะแก้ปัญหาของคนที่รู้สึกว่า ตนเองเป็นคนไร้ความหมายและพร้อมจะก่อปัญหาในความสัมพันธ์ทางสังคมได้อีกโสดหนึ่งด้วย อย่าลืมนะครับว่า คนจำนวนมากกว่ามากในสังคมไทยในวันนี้ เริ่มรู้สึกมากขึ้นว่าตนไม่มีความหมายอะไร ทั้งแก่ครอบครัวและสังคม (หากไม่เชื่อลองวิจัยหรือทำโพลดูซิครับแต่อย่าทำแบบ 99% สนับสนุนรัฐบาลนี้นะครับ เราทุกคนกินข้าวครับ)

ท้ายสุดนี้ ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก ดลบันดาลให้พี่น้องชาวไทยทั้งหมด ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมตนเอง และได้ร่วมกันสร้างจินตนาการร่วมกันของคนไทยและสังคมไทยด้วยเทอญ