ประกันชีวิตผู้สูงอายุ : โฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

ประกันชีวิตผู้สูงอายุ : โฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

ในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตหลายราย ออกโฆษณาตามสื่อต่างฯเชิญชวนให้ผู้สูงอายุทำประกันชีวิต

 โดยเน้นย้ำว่า ไม่ต้องตรวจสุขภาพก่อน แต่ก็ปรากฏว่า มีการร้องเรียนว่า ผู้เอาประกันไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจากผู้ประกอบธุรกิจตามที่มีการโฆษณาผ่านสื่อ เช่นกรณีที่มีการร้องเรียนผ่านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งมีการเปิดเผยว่า การทำประกันชีวิตของผู้สูงอายุโดยไม่ต้องตรวจสุขภาพก่อน มีผู้เอาประกันชีวิตร้องเรียนว่า ถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันชีวิต โดยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต จากผู้ประกอบธุรกิจตามที่มีการโฆษณาผ่านสื่อ

โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพบว่าฝ่ายบริษัทประกันชีวิตจะแก้ปัญหาเป็นรายกรณี บางรายมีการเจรจากันโดยตรง และสามารถตกลงกันได้ แต่บางรายไม่สามารถเจรจากันได้ จนต้องฟ้องร้องต่อศาลไป แต่ยังไม่พบว่า ทางบริษัทแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการแก้สัญญาให้เป็นไปตามที่มีการโฆษณาหรือไม่

จากกรณีที่มีการร้องเรียนดังกล่าว ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย คปภ.และสมาคมประกันชีวิตไทย กำลังหารือหาทางแก้ไขเรื่องนี้อยู่

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตออกโฆษณาตามสื่อต่างๆ หรือทำแผ่นพับแผ่นปลิวชักชวนให้ผู้สูงอายุทำประกันชีวิต โดยโฆษณาสิทธิประโยชน์ที่ผู้เอาประกันชีวิตจะได้รับ และขั้นตอนในการทำสัญญา ที่ไม่เกิดภาระยุ่งยากแก่ผู้เอาประกัน เช่นไม่ต้องตรวจสุขภาพก่อน ถ้าถึงขั้นตอนที่จะไปขอรับสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต แต่ผู้ประกอบธุรกิจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามที่ได้โฆษณาไว้แม้ในสัญญากรมธรรม์ประกันชีวิตจะยังมิได้ระบุข้อความตามที่มีการโฆษณาไว้ก็ตาม ก็ถือได้ว่าโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้องสิทธิประโยชน์จากผู้ประกอบธุรกิจตามที่โฆษณาไว้ได้ หากผู้ประกอบธุรกิจปฏิเสธ ก็ถือได้ว่าผู้ประกอบธุรกิจเป็นฝ่ายทำผิดสัญญา ผู้เอาประกันมีสิทธิบอกเลิกสัญญา รวมทั้งมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ด้วย

ทั้งนี้เทียบเคียงได้จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ดังต่อไปนี้คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3624/2546 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ แม้ในสัญญาจะไม่ปรากฏข้อความตามคำโฆษณา แต่เมื่อแผนผังแนบท้ายสัญญาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา แสดงถึงการรับรองของจำเลยที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามที่จำเลยได้พรรณนาไว้ในคำโฆษณาประกาศขาย หาใช่เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการแสดงที่ตั้งหมายเลขของอาคารพาณิชย์ที่เสนอขายเท่านั้นไม่ ถือได้ว่าการขายอาคารพาณิชย์เป็นการขายตามพรรณนาตาม ป.พ.พ.มาตรา 503 เมื่อจำเลยก่อสร้างแต่เฉพาะอาคารพาณิชย์โดยไม่สร้างอาคารชุดศูนย์การค้า สวนหย่อมและสนามเด็กเล่นให้เต็มตามโครงการ ย่อมทำให้ทำเลที่ตั้งของอาคารพาณิชย์ที่สร้างขึ้นแตกต่างไปเป็นคนละอย่างกับที่ได้ประกาศโฆษณา และระบุไว้ในแผนผังแนบท้ายสัญญา อันถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2415/2552 ที่วินิจฉัยว่าสาธารณูปโภคที่โครงการจัดให้ตามแผ่นพับที่พิมพ์โฆษณาว่า มีคลับเฮาส์ทะเลสาบ ลู่วิ่ง และสวนหย่อมเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญ จำเลยสร้างบ้านเสร็จแต่พื้นที่รอบบ้านยังอยู่ในสภาพรกร้างว่างเปล่า ยังมิได้ดำเนินการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสาระสำคัญในการเอื้อต่อการเข้าอยู่อาศัยของผู้ซื้อบ้าน เมื่อจำเลยยังมิได้ก่อสร้างสาธารณูปโภคอันเป็นส่วนสาระสำคัญของโครงการตามที่โฆษณาในแผ่นพับ โจทก์จึงยังไม่จำต้องรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน และชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย ทั้งกรณีถือไม่ได้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2525/2552 ที่วินิจฉัยว่า แม้ที่ดินพิพาทจะถูกแบ่งแยกและออกโฉนดที่ดินมาแต่แรก อันเป็นสิทธิของผู้จัดสรรที่ดินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะดำเนินการได้ แต่ในเมื่อผู้จัดสรรที่ดินได้แสดงออกโดยปริยาย ตามแผนผังที่ดินในแผ่นพับโฆษณาแล้วว่า ที่ดินทุกแปลงที่จัดสรรรวมทั้งที่ดินพิพาทมีถนนผ่านหน้าที่ดิน อันเป็นสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้นที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอม เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 โดยหาจำต้องจดทะเบียนไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามรับโอนที่ดินพิพาทต่อมาภาระจำยอมในที่ดินพิพาทยังคงอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสามที่จะต้องรักษาสาธารณูปโภคคือที่ดินพิพาท ซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมให้คงสภาพตลอดไปการที่มีการสร้างโรงรถในที่ดินพิพาท ไม่ว่าจำเลยทั้งสามจะเป็นผู้ดำเนินการหรือไม่ย่อมทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1592/2554 ที่วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสองตกลงใจจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสมัครเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ก็เพราะการจูงใจที่เกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายตามที่ปรากฏในแผ่นพับและภาพในวีดิทัศน์ ดังนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพรรณนาประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้โฆษณาตามแผ่นพับและภาพในวีดิทัศน์ให้ปรากฏต่อบุคคลทั่วไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8193/2556 ที่วินิจฉัยว่า การโฆษณาตามแผ่นพับส่งเสริมการขายโครงการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในฐานเป็นผู้วางโครงการ มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต้องดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการต่างๆ รวม 20 รายการ ตามคำพรรณนาที่โฆษณาไว้