เราควรกระตุ้นคนไทย ให้จับจ่ายหรือประหยัด?

เราควรกระตุ้นคนไทย ให้จับจ่ายหรือประหยัด?

รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค ให้ประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย

ในช่วงสิ้นปีนี้ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท โดยหวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวไม่ได้แปลกใหม่ในเชิงการบริหารเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็เคยใช้กันมาแล้วหลายรูปแบบ รวมทั้งในต่างประเทศ เพียงแต่ขนาดของมาตรการและวอธีการมีความแตกต่างกันเท่านั้น แต่ในเนื้อหาสาระคือต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

มาตรการดังกล่าวมองได้สองด้าน คือในด้านรัฐบาลก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แม้จะไม่มากมายอะไร แต่ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจคึกคักขึ้นมาได้บ้าง แม้จะเสียรายได้จากภาษีไปบ้าง แต่ก็มีรายได้ทางอ้อมชดเชยกลับขึ้นมา ส่วนอีกด้านอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือภาคเอกชนมากเกินไป เพราะไม่จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องไปช่วยเหลือถึงขั้นนั้น เพราะหากของขายไม่ออก ภาคเอกชนก็ต้องงัดวิธีการต่างๆ รวมถึงการลดราคาสินค้ามากระตุ้นยอดขาย

ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถมองได้ 2 ด้านเสมอ ซึ่งขั้นกับระดับนโยบายชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียของมาตรการที่เกิดขึ้น จากนั้นก็เลือกหามาตรการที่ส่งผลเสียน้อยที่สุดนำมาใช้ เช่นเดียวกับนโยบายอื่นๆ เช่น การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หากดูแลค่าเงินอ่อนค่าเกินไป แม้จะเป็นผลดีต่อผู้ส่งออก แต่ก็จะกระทบต่อผู้นำเข้า เป็นต้น ซึ่งคำถามสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้(ซึ่งอาจรวมถึงครั้งก่อนๆ)ว่ามีการประเมินกันอย่างไรและใช้อะไรเป็นฐานในการตัดสิน

แน่นอนว่ารัฐบาลชุดไหนๆ ก็ย่อมต้องการให้ภาวะเศรษฐกิจ ภายใต้การดูแลของตัวเองสามารถขยายตัวได้ดี เพราะจะเป็นผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและของประเทศโดยรวม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอยู่นั่นเองต้องหามาตรการใดๆก็ตามเพื่อดูแลระบบเศรษฐกิจ แต่สำหรับระบบเศรษฐกิจไทยอาจมีประเด็นต้องพิจารณามากกว่าประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายทำกัน กล่าวคือไทยต้องพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก และเศรษฐกิจไทยมีความเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโลกอย่างแยกไม่ออก จึงจำเป็นต้องนำมาพิจารณาถึงประสิทธิผลของมาตรการ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างมาก ดังจะเห็นจากภาคเกษตรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ปรากฏว่ารายได้ภาคเกษตรลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และแน่นอนกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ยิ่งกว่านั้นได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการลงทุนของประเทศ เพราะคงไม่มีเอกชนรายใดกล้าลงทุนเพิ่มหากไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว เช่นเดียวกับการจับจ่ายของประชาชนที่ยังต้องระมัดระวังการใช้จ่าย

ยิ่งกว่านั้น ในปีหน้า ตามการประเมินของธปท. ยังมองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวนั้นเริ่มลดลง จากเดิมมองว่าน่าจะสดใสมากกว่าปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่แน่นอนสูงและการขยายตัวมากกว่าปีนี้ยังไม่แน่นอนนัก ดังนั้น คำถามสำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งปวง โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นอย่างการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยนั้นจะได้ผลหรือไม่ และเป็นมาตรการที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะหากแนวโน้มระยะต่อไปยังไม่ฟื้นตัว การกระตุ้นให้จับจ่ายก็ย่อมสวนทางกัน แทนที่จะให้ประชาชนประหยัดรองรับกรณีฉุกเฉินในอนาคต เรากลับกระตุ้นให้คนใช้กระสุนมากขึ้น ทั้งๆที่เป้าหมายยังอยู่อีกไกล