คดีเกาะเต่า... สะท้อนความตกต่ำ

คดีเกาะเต่า... สะท้อนความตกต่ำ

ก่อนอื่นผมขอแสดงจุดยืนไว้ ณ ที่นี้ก่อนว่า รู้สึกไม่สบายใจ

 และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับการชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้าน คำพิพากษาประหารชีวิตสองแรงงานชาวเมียนมา ในคดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ เหตุเกิดที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อ 15 ก.ย.ปีที่แล้ว

เพราะกระบวนการยุติธรรมแต่ละประเทศมีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีคำพิพากษาออกมาก็ควรยอมรับ อย่างน้อยก็ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ส่วนความรู้สึกไม่เห็นด้วยนั้นมีกันได้ การต่อสู้ก็ต้องว่ากันต่อไปตามกระบวนการ เพราะคดียังไม่จบ เพิ่งเสร็จจากศาลชั้นต้นเท่านั้น

การคัดค้าน ชุมนุมประท้วง หรือวิจารณ์อย่างเสียๆ หายๆ แบบไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะคนไทยหรือชาวต่างประเทศ เท่ากับเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะกับคนต่างด้าว ท้าวต่างแดนด้วยแล้ว โดยมารยาทเขาไม่แทรกแซงกัน

กล่าวสำหรับคดีเกาะเต่า พวกที่ประท้วงๆ กันอยู่ ต้องไม่ลืมว่า ดีเอ็นเอ ของจำเลย 2 คน ตรงกับที่สารคัดหลั่งที่พบบริเวณช่องคลอด ทวารหนัก และอวัยวะอีกหลายอย่างของเหยื่อ คือ นักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษ

ขณะที่โทรศัพท์ของผู้ตายอีกคนหนึ่ง คือ นักท่องเที่ยวหนุ่ม ก็ถูกพบในครอบครองของจำเลย 1 ใน 2 คน

ฉะนั้นคดีนี้ จำเลยชาวเมียนมาทั้งคู่ต้องเกี่ยวข้องกับการข่มขืนและฆาตกรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่สำคัญดีเอ็นเอนั้นเก็บเป็นหลักฐานก่อนการจับกุมจำเลยทั้ง 2 คน การจะมาบอกว่าเป็น แพะหรือที่บางคนล้อเลียนว่า แพะม่า (แพะชาวพม่า) ก็ดูจะเกินเลยความจริงมากไป

บอกตรงๆ ถ้าวิจารณ์ในมุมอื่น เช่น สองคนนี้ตกเป็นแพะ เพราะรับผิดไปทั้งหมด ทั้งๆ ที่น่าจะมีคนอื่นร่วมกระทำความผิดอีก แต่ตำรวจตัดตอน ไม่ยอมสาวไปให้ถึง...อย่างนี้ยังพอรับฟังได้

  ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่หน่วยสก๊อตแลนด์ยาร์ดจากอังกฤษ ก็บินมาติดตามคดี และร่วมพิจารณาหลักฐานของตำรวจไทยหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ยิ้มแป้น พึงพอใจกลับไปทุกที

ตรงข้ามกับสื่ออังกฤษบางสื่อที่จ้องเล่นงานท่าเดียว ที่ทีมโฆษกตำรวจแถลงเมื่อวานนี้ ตั้งคำถามว่าการปลุกกระแสเป็นเรื่องการเมืองผสมด้วยหรือไม่ ก็ฟังดูแล้วเข้าเค้า

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า คดีเกาะเต่าสะท้อน ความตกต่ำ ในแง่ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกว่าคนทั่วไปพร้อมจะเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ตำรวจจับกุม เป็น แพะ แทบทุกกรณี

ขณะที่คดีตำรวจจับแพะก็ยังมีให้เห็นอย่างดาษดื่น หลังจากคดีสะเทือนวงการอย่างคดี เชอรี่แอน ในอดีต จนถึงปัจจุบันก็ยังมีคดีจับแพะอยู่เนืองๆ

กล่าวเฉพาะคดีเกาะต่า สาเหตุที่ทำให้คดีนี้ขาดความน่าเชื่อถือมีอยู่หลายประการ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานของกระบวนการยุติธรรมลำดับต้นอย่างตำรวจทั้งสิ้น ได้แก่

1. เรื่องสิทธิ์ของผู้ต้องหา เพราะมีการอ้างข้อมูลว่าช่วงแรกไม่มีการจัดทนายความให้ และไม่มีบุคคลที่ผู้ต้องหาไว้ใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน

2. ปัญหาเรื่องล่ามแปลภาษา ตำรวจไม่ใช้ล่ามอาชีพ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาตัวจริง แต่กลับใช้บุคคลที่ไม่ได้รับการยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญ ซ้ำยังมีชาติพันธุ์เป็นปรปักษ์กับผู้ต้องหาด้วย

3. มีการร้องเรียนเรื่องซ้อมทรมานผู้ต้องหา แต่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างทันท่วงที ด้วยกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ โดยเฉพาะการไม่นำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบอย่างเปิดเผย โปร่งใส

4. มาตรฐานการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานของตำรวจ โดยเฉพาะการเก็บดีเอ็นเอ ถูกท้วงติงว่าไม่ได้มาตรฐานสากล ไม่พบดีเอ็นเอของผู้ต้องหาหรือจำเลยบนด้ามจอบที่คนร้ายใช้เป็นอาวุธสังหารเหยื่อ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ศาลให้น้ำหนักการเก็บหลักฐานดีเอ็นเอว่าถูกต้องตามมาตรฐานสากล

ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่ตำรวจละเลย ตั้งแต่ปัญหาการ ปิดที่เกิดเหตุ ในวันแรกแล้ว ทำให้การทำคดีขาดความน่าเชื่อถือ จนบานปลายกลายเป็นกระแสคัดค้านคำพิพากษาในปัจจุบัน... ได้เวลาปฏิรูปตำรวจกันอย่างจริงๆ จังๆ เสียที!