5 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ต้องระวัง

5 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ต้องระวัง

เศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัวลดลงจากปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่

อีกส่วนมาจากเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ยังไม่ขยายตัวมาก ยกเว้น สหรัฐ ประมาณว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกขยายตัวประมาณร้อยละ 3.1 ต่ำกว่าร้อยละ 3.4 ปีก่อนหน้า แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้มากขึ้นในปีหน้า ขยายตัวร้อยละ 3.6 ขับเคลื่อนโดยการฟื้นตัวที่เข้มแข็งขึ้นของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลัก และเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ที่จะขยายตัวได้มากขึ้น คือ ประมาณร้อยละ 4.5 เทียบกับร้อยละ 4.0 ปีนี้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปีหน้ามองกันว่าจะอยู่ประเทศตลาดเกิดใหม่จากปัญหาหนี้ที่ได้เพิ่มสูงขึ้น และจากผลที่จะมีต่อเศรษฐกิจจากวัฎจักรอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มเป็นขาขึ้น เป็นความเสี่ยงต่อทั้งการฟื้นตัวและเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่และเศรษฐกิจโลก

ผมเองมองว่า ปีหน้าเศรษฐกิจโลกอาจจะไม่ฟื้นตัวหรือขยายตัวได้ดีขึ้นอย่างที่ส่วนใหญ่วิเคราะห์ เหตุผลสำคัญคือความอ่อนแอด้านการใช้จ่ายในเศรษฐกิจโลกที่ยังเป็นปัญหาสำคัญ เศรษฐกิจโลกขาดกำลังซื้อ เกิดภาวะอุปทานส่วนเกินมาก สะท้อนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ในภาวะเช่นนี้การฟื้นตัวจะเป็นปัญหาของทุกประเทศ ยกเว้นก็เพียงสหรัฐ และยิ่งต้นทุนทางการเงินจะเริ่มแพงขึ้นจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งมีข้อจำกัดมากขึ้น ผมมองว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าอาจชะลอตัวต่อเนื่องจากปีนี้ คือ ขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 3.1 เพราะปัญหาการขาดกำลังซื้อที่จะทวีความรุนแรง และไม่สามารถชดเชยได้โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ก็จะมีความเสี่ยงหลายอย่างที่ต้องบริหารจัดการ เป็นความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ปีหน้าเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทย จะเจอลมปะทะค่อนข้างแรง อย่างน้อยห้าเรื่องที่ต้องระวัง

อันดับแรก คือ ผลกระทบของการลดหนี้ที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ในหลายประเทศที่มีหนี้สูง ที่การต่ออายุเงินกู้ยืมอาจมีข้อจำกัด ไม่คล่องเหมือนก่อน จากเศรษฐกิจที่ชะลอ สภาพคล่องที่มีน้อยลง และต้นทุนการกู้ยืมที่จะเริ่มสูงขึ้น ภาวะการลดหนี้จะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ที่จะมีมากขึ้น สะท้อนจากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่จะปรับสูงมากขึ้นในปีหน้า พร้อมกับปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะสร้างข้อจำกัดต่อการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในกรณีของไทยระดับหนี้ในภาคเอกชนได้เพิ่มสูงขึ้นหลังปี 2008 ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้บริษัทเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคาร ทำให้ปัญหาหนี้เสีย และปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ จะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องบริหารจัดการใกล้ชิดปีหน้าเพื่อลดความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและต่อการเกิดปัญหาเสถียรภาพเชิงระบบ นี้คือความเสี่ยงแรก

อันดับที่สอง คือ การปรับลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพืชผลเกษตร ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะกระทบเศรษฐกิจไทยมาก เพราะแม้ภาคเกษตรจะมีสัดส่วนประมาณเพียงร้อยละ 8 ในโครงสร้างรายได้ประชาชาติ แต่ภาคเกษตรยังเป็นฐานรายได้และที่มาของกำลังซื้อที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย กล่าวคือ ครัวเรือนประมาณร้อยละ 26 ยังมีฐานรายได้หลักมาจากภาคเกษตร มีการวิเคราะห์ว่าราคาสินค้าเกษตรขณะนี้เป็นขาลง คืออยู่ในขาลงของ super cycle ที่ราคาสินค้าเกษตรและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จะมีแนวโน้มต่ำลงหรืออยู่ในเกณฑ์ต่ำต่อเนื่องอีกหลายปี เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวต่ำต่อเนื่อง ทำให้ขาดกำลังซื้อ มีอุปทานส่วนเกินมากเทียบกำลังการผลิตที่มีอยู่ ในกรณีของไทยราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงมีผลอย่างมากต่อกำลังซื้อและความเป็นอยู่ของเกษตรกร ขณะที่เศรษฐกิจเองไม่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงมากเท่าที่ควร เพราะราคาน้ำมันในประเทศไม่ได้ปรับลดลงมากเท่าราคาตลาดโลกที่ลดลง ทำให้ไม่ได้เกิดการประหยัดที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศอย่างที่หวัง มองไปปีหน้าปัญหานี้ก็คงจะยังอยู่ กระทบกำลังซื้อและความเป็นอยู่ของประชาชน

อันดับที่สาม คือ การชะลอตัวของการค้าโลก การค้าโลกขยายตัวลดลงมากหลังปี 2008 เป็นผลสำคัญจากที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำต่อเนื่อง เมื่อการค้าโลกไม่ขยายตัว เศรษฐกิจที่พึ่งการส่งออกเป็นปัจจัยกระตุ้นการขยายตัวอย่างไทยก็ขาดตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งออกของไทยปีนี้คงขยายตัวติดลบทั้งปี และคงเป็นภาพคล้ายกันในปีหน้าถ้าเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ที่ต้องตระหนักก็คือสำหรับประเทศในเอเชียการชะลอตัวของการค้าเกิดขึ้นมากในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเทียบกับสินค้าบริการ ส่วนหนึ่งเพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

อีกส่วนมาจากที่บริษัทจีนเริ่มมีนโยบายลดห่วงโซ่การผลิตในต่างประเทศให้สั้นลง กล่าวคือ บริษัทในเอเชียที่เคยผลิตสินค้าขั้นกลาง หรือวัตถุดิบป้อนให้กับผู้ผลิตในจีน จากนี้ไปปริมาณธุรกิจจะลดลงเพราะจีนต้องการเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมในห่วงโซ่การผลิตกลับไปผลิตในประเทศจีนแทน คือจะเมดอินไชน่าทั้งหมด เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ ทำให้การขยายตัวของการค้าภูมิภาคจะมีข้อจำกัดมากขึ้น เรื่องนี้ประเทศอย่างไทยจะถูกกระทบมาก เพราะจีนเป็นตลาดส่งออกกว่าร้อยละ 11 ของการส่งออก

อันดับที่สี่ คือ ความผันผวนในตลาดการเงินโลก และความเสี่ยงจากการไหลออกของเงินทุนระหว่างประเทศ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเมื่อสองอาทิตย์ก่อนให้สัญญาณชัดเจนถึงการเปลี่ยนวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ทำให้การไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศจากนี้ไป สุทธิแล้วจะเป็นการไหลออกมากกว่าการไหลเข้า ผลคือ จะมีแรงกดดันต่อเนื่องให้ค่าเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น เงินบาทอ่อนค่าลง สภาพคล่องในประเทศจะลดลง กดดันให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศตลาดเกิดใหม่จะต้องปรับขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ยังอ่อนแอและต้องการอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ

ความขัดแย้งนี้จะทำให้ค่าเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่จะยิ่งอ่อนค่ามากไปอีก เพราะการอ่อนค่าของเงิน (จากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ) จะกระตุ้นให้นักลงทุนต่างประเทศนำเงินออก การไหลออกของเงินจะกดดันให้ค่าเงินยิ่งอ่อนค่า และค่าเงินที่อ่อนค่าจะกดดันให้เงินทุนยิ่งไหลออกกระทบค่าเงินอีกเป็นพลวัต ในประเด็นนี้ ถ้าบริหารจัดการไม่ดีประเทศอาจเกิดปัญหาวิกฤติค่าเงินได้ เป็นประเด็นที่ประเทศไทยเองจะต้องตระหนัก และต้องพยายามดูแลไม่ให้เกิดความเปราะบาง

อันดับที่ห้า คือ เศรษฐกิจจีนว่าจะสามารถรักษาการชะลอตัวของเศรษฐกิจให้เข้าสู่ภาวะที่เป็นเสถียรภาพได้หรือไม่ กลับไปห้าปีก่อน การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนระดับ 8-10 เปอร์เซนต์ต่อปีถือเป็นเรื่องปกติ แต่อัตราการขยายตัวที่สูงได้สร้างความเสี่ยงต่อปัญหาเสถียรภาพมากโดยเฉพาะปัญหาฟองสบู่ ปัจจุบันจีนดำเนินนโยบายที่ตั้งใจจะลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ต่ำลงเพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งเป็นนโยบายที่ถูกต้องและกำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญในสองด้าน คือ จากการส่งออกที่เคยเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นการใช้จ่ายภายในประเทศ และจากการผลิตด้านอุตสาหกรรมที่เคยขยายตัวมากมาเป็นการขยายตัวของสินค้าประเภทบริการ ซึ่งตรงกับการเปลี่ยนแปลงของแบบแผนการบริโภคในประเทศจีนที่นับวันจะมีประชากรที่เป็นชนชั้นกลางมากขึ้น

การปรับโครงสร้างดังกล่าวได้นำมาสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน แต่ก็สร้างผลกระทบข้างเคียงมากมายต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในแง่ความต้องการสินค้านำเข้าของจีน ค่าเงินหยวนที่อ่อนลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ลดลง และการลดทอนห่วงโซ่การผลิตในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบที่จะอยู่ถาวรทำให้ประเทศที่เคยค้าขายกับจีนต้องปรับตัว ประเทศไทยก็เช่นกัน สำหรับไทยการเปลี่ยนแปลงแม้จะมีผลอย่างมากต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของเรา แต่ก็ให้ประโยชน์ในแง่สินค้าบริการ เช่น การท่องเที่ยวที่ตลาดนักท่องเที่ยวจากจีนขยายตัวต่อเนื่อง

ผมมั่นใจว่าจีนมีศักยภาพด้านนโยบายที่จะดูแลให้การปรับลดอัตราการเติบโตและการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ แต่ประเทศที่ค้าขายกับจีนอย่างไทยจะต้องปรับตัวมาก

ทั้งหมดนี่คือความเสี่ยงหรือลมปะทะห้าด้านที่เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยจะต้องเผชิญและฝ่าฟันในปีหน้า ทำให้ปีหน้าเศรษฐกิจโลกอาจไม่ฟื้นตัวง่ายอย่างที่วิเคราะห์กันขณะนี้ และผู้ทำนโยบายควรต้องตระหนัก และมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในการทำนโยบาย