ความรักยังมีเจือจาง...พื้นฐานก็เช่นกัน

ความรักยังมีเจือจาง...พื้นฐานก็เช่นกัน

เคยเห็นหุ้นที่ดี๊ดี สุดสตรอง เข้มแข็ง หนาแน่นด้วยลูกค้า กำไรสุทธิหนาปึ้ก กลายมาเป็นกิจการธรรมดาที่กำไรบางลงไหม

เคยเห็น...คนรักกันมานาน แล้วกลายเป็นคนไม่รักกันมั๊ยครับ?
ที่พบเห็นกันมาก ก็มักจะไม่พ้นเรื่อง 'เปลี่ยนไป' ไม่ว่าจะเป็น นิสัยใจคอเปลี่ยนไป, เวลาที่มีให้กันเปลี่ยนไป, ความสวยหล่อเสื่อมลง, ความซื่อสัตย์ที่เคยมีก็มาเปลี่ยนไป, ความหวานที่เคยมีก็เปลี่ยนไปบานปลายเป็นขมไปเลยก็มี ฯลฯ

ความรักยังมีเจือจาง ... พื้นฐานหุ้นก็เช่นกัน

แล้วท่านผู้อ่าน เคยเห็นหุ้นที่ดี๊ดี สุดสตรอง เข้มแข็ง หนาแน่นด้วยลูกค้า กำไรสุทธิหนาปึ้ก... กลายมาเป็นกิจการธรรมดาที่กำไรบางลง อัตราการเติบโตของกำไร(Earnings Growth) ลดลงจนแทบไม่มี หรือในทางตรงข้าม กิจการที่เคยโตธรรมดา กลายเป็นกิจการที่กำไรโตเอาๆซะอย่างนั้น บ้างไหมครับ ???

นี่แหละ คือ 'พื้นฐานเปลี่ยน' (Fundamental Changed)

ธุรกิจก็เหมือนสิ่งมีชีวิต มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ รุ่งเรือง เสื่อมถอย และดับไป ...พื้นฐานเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาไปตามเหตุปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ กิจการดีก็ไม่จำเป็นว่าจะดีตลอดไป กิจการเน่าก็ไม่ได้เน่าตลอดไปเช่นกัน

นักลงทุนที่ไม่ค่อยสังเกต ติดตาม และยอมรับความจริงที่เปลี่ยนไป แถมยังยึดติด หลงรักหุ้น หรือ มีอคติกับหุ้นก็มีโอกาสทุกข์ใจหรือพลาดโอกาสได้มากกว่า นักลงทุนวีไอระดับโลกถึงให้ใช้ 'เหตุผลมากกว่าอารมณ์'

ทีนี้ นักลงทุนจะรู้ได้ยังไงว่าพื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแล้ว??? …ผมคิดว่ามีประมาณ 5 ข้อ

1.ภาพใหญ่ (Trend) ของอุตสาหกรรม.. บางอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะตามเมกะเทรนด์เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ธุรกิจประกันชีวิต จะได้ประโยชน์จากเทรนด์สังคมผู้สูงอายุที่ชัดเจน แต่ในทางกลับกัน บางธุรกิจจะแย่ลง เพราะอยู่ในธุรกิจตะวันตกดิน เช่นอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต ที่สู้ด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูก หรือธุรกิจพลังงานจากฟอสซิล(ถ่านหิน น้ำมัน) ที่กำลังโดนกดดันเรื่องภาวะ Oversupply อย่างหนักในช่วงปีนี้

2.โมเดลธุรกิจ (Business Model)หมายถึงรูปแบบการทำธุรกิจ เปลี่ยนไปในทางที่ดีต่อกิจการหรือแย่ลงกับกิจการ เช่น กิจการค้าปลีกที่เคยขายของชำที่กำไรขั้นต้นบางเฉียบ เปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็นอิ่มสะดวกที่กำไรหนากว่า ดึงลูกค้าซื้อซ้ำได้บ่อยกว่า ดูเผินๆเหมือนงั้นๆ แต่โมเดลการทำธุรกิจนี่เปลี่ยนเยอะครับ ตั้งแต่การแบ่งพื้นที่ในร้านใหม่การมีระบบลอจิสติกส์ใหม่เพื่อส่งอาหารแช่แข็งไปทุกสาขาและเก็บของหมดอายุเพื่อทำลาย การเทรนด์พนักงาน อุ่นอาหารกี่นาที ไฟแรงแค่ไหน ฯลฯ หรือบางกิจการอสังหาฯ เคยทำคอนโด ก็ประกาศเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ จะทำโรงแรม ทำอาคารสำนักงาน และพื้นที่ช้อปปิ้ง จะได้มีรายได้ค่าเช่าเพิ่มเติมเพื่อให้กำไรมีความเสถียรมากขึ้น

3.โครงสร้างทางการเงิน (Capital Structure) หลายกิจการมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(Debt/Equity)อยู่ในระดับสูง ทำธุรกิจมีกำไรเท่าไหร่ ก็โดนดอกเบี้ยจ่ายกินหมด ในยุคนี้ กิจการสามารถปรับโครงสร้างทางการเงิน ให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้ เช่น การเพิ่มทุนกับพันธมิตรรายใหม่แบบมาช่วยเสริมธุรกิจ (ประเภทมาเพิ่มทุนราคาต่ำแล้วขายทิ้งในตลาดใส่เม่านี่ไม่ดี ไม่เอา) การออกหุ้นกู้ได้ต้นทุนการเงินต่ำกว่า การออกกองรีท กองอินฟราฟันด์ โดยขายสินทรัพย์เข้ากองทุนต่างก็ช่วยให้กิจการมีโครงสร้างทางการเงินที่ดีขึ้นได้

4.โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร หากมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ นั่นหมายถึงบอร์ดบริหารชุดใหม่ ตั้งซีอีโอคนใหม่ ตั้งผู้บริหารชุดใหม่ กลยุทธ์และนโยบายบริหารก็อาจจะเปลี่ยนไปได้ ไม่ต่างอะไรจากทีมฟุตบอลเปลี่ยนเจ้าของทีมหรือเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมกันเลยทีเดียว

5.โครงสร้างการแข่งขันในตลาด สมัยนี้การแข่งขันในตลาด มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก บางกิจการโตด้วยการไล่เทคโอเวอร์กิจการอื่น บางกิจการออกไปโตต่างประเทศ บางกิจการมี Regulator ออกเงื่อนไขการทำธุรกิจใหม่จัดให้มีการประมูลไลเซนส์ใหม่ซึ่งก็เป็นได้ทั้งโอกาส(ประมูลราคาถูก) และหายนะ(ประมูลราคาแพงมโหฬาร) ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านี้ทำให้สภาพตลาดเปลี่ยนแปลงอันดับผู้เล่น หรือมีผู้เล่นรายใหม่เข้า ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่ดีกับหุ้นเลย

ดังนั้น คำว่า 'พื้นฐานเปลี่ยน' ไม่ได้ หมายถึงเฉพาะ ในทางที่ดีขึ้นเท่านั้น มันอาจจะเป็นการเปลี่ยนที่แย่ลงก็ได้ นักลงทุนต้องมองให้ออกว่า เปลี่ยนในจุดใด กระทบอะไร มากน้อยขนาดไหน ชั่วคราวหรือถาวร ใครจะได้ใครจะเสียจากการเปลี่ยนครั้งนี้

นักลงทุนบางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วกิจการที่พื้นฐานดีไม่เปลี่ยนแปลง ดียังไงต้องดีอย่างนั้น มันมีมั๊ย???… ก็อาจจะมีหน่ะครับ แต่ว่า...
อาจจะตามหาได้ยาก ระดับเดียวกับตามหา 'รักแท้' กันเลยทีเดียว