โซวบักท้งนั่งเทียนเขียนเทรนด์2016(2)

โซวบักท้งนั่งเทียนเขียนเทรนด์2016(2)

มาต่อจากตอนที่แล้วเลยครับ คำทำนาย"ดิจิทัล เทรนด์" ที่จะเกิดขึ้นปี 2016 ในประเทศไทยของเรา ฉบับนั่งเทียนเขียนขึ้นแบบใช้จินตนาการขั้นสุด

4.Mobile Marketing ของจริงมาสักที!

            พูดกันมาจะเป็น 10 ปีแล้วสำหรับเรื่อง Mobile Marketing ว่าจะยิ่งใหญ่ เกรียงไกร นักการตลาดจะหันมาใช้สื่อบนมือถือกันอย่างมากมาย เพราะมือถืออยู่ติดตัวกับเราตลอดเวลา แถมทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่บนมือถือมากกว่าสื่อโทรทัศน์เสียอีก แต่จนแล้วจนรอด Mobile Marketing ยังไม่เห็นเกิดขึ้นในประเทศไทยเสียที            

แต่ปี 2016 น่าจะเป็นปีทองของบริษัทที่มีบริการทำการตลาดผ่านมือถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่รับทำเว็บไซต์ เนื่องด้วยบรรดาลูกค้า ธุรกิจ แบรนด์ต่างๆ จะต้องพากันตบเท้าทำเว็บไซต์ใหม่กันอีกรอบ เพื่อให้เว็บของตนรองรับการใช้งานผ่านมือถือแบบสบายตา ไม่ต้องมานั่งเอานิ้วยืดๆ ขยายๆ ขนาดหน้าจอ เวลาเข้าเว็บไซต์ เทรนด์การทำเว็บไซต์คงหนีไม่พ้น การเว็บไซต์แบบ Responsive ที่สามารถปรับขนาดการแสดงผลของเว็บไซต์ให้รองรับกับหน้าจอได้หลายๆขนาด  ทั้งเดสก์ท็อป แทบเล็ตและมือถือ            

จากสถิติของลูกค้าในบริษัทของผม รวมถึงคนที่รู้จักในวงการ ณ จุดนี้ คนเข้าเว็บไซต์ต่างๆผ่านทางมือถือมากกว่าทางเดสก์ท็อปไปแล้วเกือบ 100% เฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่มือถือ 60% เดสก์ท็อป 40% สัดส่วนการเข้าเว็บผ่านมือถือยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องขึ้นไปอีก            

สาเหตุหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงสมาร์ทโฟนที่นับวันราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ จนใครๆ ก็สามารถหาซื้อได้ ทุกวันนี้คนมีประสบการณ์เข้าอินเทอร์เน็ตครั้งแรก ไม่ใช่ผ่านทางเดสก์ท็อป คอมพิวเตอร์แล้ว แต่เป็นมือถือต่างหาก! แบรนด์ไหนที่ยังไม่ได้ปรับตัวรับกับกระแสนี้ จงรีบปรับตัวโดยด่วน!

            5.จุดทะยานของ Performance Marketing

จริงๆอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่นักสำหรับการทำ Performance Marketing  เพราะหลายๆแบรนด์เริ่มมีการทำการตลาดแนวนี้มาสักพักใหญ่แล้ว เช่น ธุรกิจประกัน ธุรกิจบัตรเครดิต โรงเรียนสถาบันการศึกษา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ             สำหรับคนที่งงๆ ว่า Performance Marketing คืออะไร ขอขยายความแบบสั้นๆ คือการทำการตลาดที่เน้นผลลัพธ์ที่สามารถจับต้องได้แบบเป็นรูปธรรม อาทิ การสร้าง Lead เพื่อให้ได้ยอดการสมัครหรือยอดลงทะเบียน ยอดขาย  ยอดดาวน์โหลด เป็นต้น             

จุดนี้อาจจะแตกต่างจาก การทำ Brand Marketing ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความสนใจและทำให้ผู้บริโภครู้สึกดี เช่น การทำ VDO Viral เราอาจจะทำวีดิโอได้เจ๋งมากมีคนดูหลายล้านวิว แต่ท้ายสุดไม่สามารถตอบได้ว่ามียอดขายกลับมาแบบเป็นรูปธรรมเท่าไหร่              

ผิดจากการทำ Performance Marketing ซึ่งสามารถเห็นผลชัดเจนว่ามีคนละทะเบียนเท่านี้ กลายเป็นคนซื้อสินค้ากี่คน เป็นเงินเท่าไหร่ กำไรหรือไม่ หรือได้ว่าคิด ROI ในแต่ละแคมเปญที่ทำได้เลย            

ใช่ครับ! อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่สามารถทำ Performance Marketing ได้ในขณะนี้ แต่เนื่องด้วยธุรกิจอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตอย่างมาก  รวมถึงบรรดาแบรนด์และเอเยนซีต่างๆ พากันลองผิดลองถูก ในช่วงที่หลายปีที่ผ่านมากันมาพอสมควร จึงน่าจะหันมาเห็นความสำคัญของการทำ Performance Marketing มากขึ้นในปีนี้             

แต่ะอาจจะไม่ได้ฮิตตูมตามขนาดงบในการทำ Performance Marketing สูงกว่า Brand Marketing  แบบในต่างประเทศ แต่เชื่อว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น

6.การ Integrate กันระหว่างแคมเปญOnlineและOffline

            ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นแคมเปญที่มีการผสมผสานระหว่าง Online กับ Offline กันบ้างแล้ว  เช่น งานโฆษณาแบบสั้นๆทางโทรทัศน์ แล้วตอนจบของโฆษณาบอกว่าสามารถดูฉบับยาวหรือดูเรื่องราวต่อได้จากทางช่องทางออนไลน์ หรืออาจจะเป็น Bill Board ที่มี QR Code  ที่สามารถเอามือถือสแกนเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมหรือรับส่วนลดต่างๆ            

แคมเปญลักษณะนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆในปีหน้า จนอาจจะกลายเป็นเรื่องปกติไป โดยเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะบรรดาเอเยนซีออฟไลน์ทั้งหลาย เริ่มสามารถขยับตัวมาทำงานออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง ไม่เหมือนกับยุคก่อนที่งานออนไลน์และออฟไลน์ถูกแยกออกจากกัน ประมาณว่าเอเยนซี่ออฟไลน์เป็นเจ้าหนึ่ง ส่วนดิจิทัลเอเยนซี่เป็นอีกเจ้าหนึ่ง ทำให้งาน integrate ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยไหลลื่นและสอดประสานเท่าไรนัก             

จบแล้วครับการคาดการณ์ "ดิจิทัล เทรนด์" 2016 แบบนั่งเทียนสไตส์ โซวบักท้ง สวัสดีปีใหม่ครับ