ทำไมมะกันควบคุมปืนไม่ได้ ทั้งๆ ที่กราดยิงตายกันเป็นว่าเล่น?

ทำไมมะกันควบคุมปืนไม่ได้ ทั้งๆ ที่กราดยิงตายกันเป็นว่าเล่น?

ข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งของปี ที่กำลังจะสิ้นสุดลง คือปืนกับความรุนแรง

 โดยเฉพาะในสังคมมะกัน

นี่คือปฏิกิริยาของคนเขียน blog ในอเมริกาคนหนึ่งต่อ “บทบรรณาธิการหน้าหนึ่ง” ของหนังสือพิมพ์ New York Times เมื่อสัปดาห์ก่อนเรียกร้องให้นักการเมือง และคนอเมริกันทุกวงการ ลุกขึ้นรณรงค์ให้แก้กฎหมายปืน เพื่อยุติความรุนแรงอันเกิดจากการกราดยิงผู้คน อย่างบ้าระห่ำที่เกิดขึ้นมากจนกลายเป็น โรคระบาด

หนังสือพิมพ์ชื่อดังของอเมริกาฉบับนี้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Gun Epidemic (“โรคระบาดที่เรียกว่าปืน”)

เป็นครั้งแรกใน 95 ปีที่ New York Times ตีพิมพ์บทบรรณาธิการขึ้นหน้าหนึ่งซึ่งปกติจะเป็นเรื่องของข่าวหรือวิเคราะห์ข่าวเท่านั้น จะไม่เอา “บทความเห็น” มาปนเปกับข่าวที่หน้าแรกของหนังสือพิมพ์

บรรณาธิการใหญ่บอกว่า ที่ต้องเอาบทนำขึ้นหน้าหนึ่งก็เพื่อกระตุ้น ให้เกิดความตื่นตัวในประเทศ ว่าเรื่องอาวุธปืนเป็นเรื่องใหญ่ ที่ทุกคนจะต้องร่วมกันแสดงออกถึงความจริงจัง ในการให้นักการเมืองแก้กฎหมายเรื่องปืนเสียที

จะมีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของประชาชนหรือ? เขาถาม

แต่ปัญหาเรื่องปืนในอเมริกาเป็นเรื่องที่คนอื่นเข้าใจยากยิ่ง เพราะยังมีคนอเมริกันอีกจำนวนไม่น้อย ที่จะต่อต้านการออกกฎหมายเพื่อทำให้การมีปืนในครอบครองหรือการพกปืนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

เพราะคนกลุ่มนี้ถือว่าการมีปืนเป็น สิทธิขั้นพื้นฐาน ของสังคมประชาธิปไตยอย่างอเมริกา

อีกทั้งยังมีการนำเสนอสถิติและเหตุผลมาตลอด ว่าการจะลดอาชญากรรมการฆ่ากันในอเมริกานั้น จะต้องให้ประชาชนพกปืนมากขึ้นด้วยซ้ำไป เพื่อจะได้ป้องกันตัวเอง แทนที่จะเป็นเหยื่อของอาชญากรที่ถือปืน

อีกทั้งกลุ่มสนับสนุนเรื่องปืนก็มีพลังต่อรองทางการเมืองไม่น้อย โดยเฉพาะสมาคมไรเฟิลแห่งชาติหรือ Nation Rifles Associaiton (NRA) ที่ล่าสุดมีสมาชิกถึง 4 ล้านคนและมีระบบการบริหารและงบประมาณในการล็อบบี้กับสมาชิกรัฐสภาทั้งหลาย เพื่อไม่ให้มีแก้กฎหมายเพื่อให้มีมาตรการควบคุมที่เคร่งครัดขึ้นมาตลอด... และได้ผลอย่างดีเสียด้วย

หลังกรณีการยิงกราดฆ่าหมู่ที่ San Bernardino รัฐแคลิฟอร์เนีย มีการสำรวจความเห็นประชาชนคนอเมริกันว่ามีความเห็นอย่างไรกับเรื่องปืน ให้เลือกระหว่าง gun control ซึ่งหมายถึงการออกกฎหมายควบคุมการมีปืนให้เข้มข้นขึ้นในทุกรัฐ หรือ gun rights ซึ่งก็คือการเคารพในสิทธิของประชาชนที่จะครอบครองปืนได้อย่างเสรี

เชื่อไหมว่าครึ่งหนึ่งของคนอเมริกันที่ถูกถามก็ยังยืนยันสิทธิในการมีปืน!

การเมืองมีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเด็นนี้ กลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะเดินหน้าแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุร้ายแรงเกี่ยวกับการฆ่าคนด้วยปืน ก็จะมีเสียงถามหากฎหมายเพื่อควบคุมการครอบครองและพกปืน

ทุกครั้งที่มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาถกแถลงกัน ส.ส. พรรคเดโมแครตก็จะเสนอร่างกฎหมาย แต่ก็จะถูกสมาชิกรัฐสภาของพรรครีพับบลิกันยกมือคว่ำ

เพราะพรรครีพับบลิกันได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง จากกลุ่มสนับสนุนการมีปืนมาตลอด จึงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมืองผสมปนเปกับผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คนอเมริกันจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้ควบคุม

คนอเมริกันอีกจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้เปิดเสรีต่อไป

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่สักพัก ฝ่ายค้านกับฝ่ายสนับสนุนมีพอ ๆ กัน เรื่องออกกฎหมายใหม่ก็ไปไม่ถึงไหน จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์กราดยิงรอบใหม่ วงจรการถกแถลงเรื่องนี้ก็กลับมาใหม่ และจบลงเหมือนเดิมทุกครั้ง

จนกว่าจะเกิดการฆ่าหมู่ด้วยปืนและก็จะกลับมาวงจรเดิมอีกครั้ง!