เข็ดขยาด

เข็ดขยาด

ช่วง ม.ค.-พ.ย. ตลาดรถยนต์มียอดขายทั้งสิ้น 6.98 แสนคัน

 ยังคงมีตัวเลขติดลบเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 11.9% แต่ก็ถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ดีกว่า 3 ไตรมาสแรกที่ตลาดหดตัวแรง

สัญญาณบวกในตลาดรถยนต์เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา แม้จะไม่มากนัก แต่ก็คงทำให้คนในวงการชุ่มชื่นใจได้บ้าง ก่อนที่เดือนล่าสุด พ.ย.จะมีตัวเลขที่ปรับตัวชัดเจนขึ้น จากยอดขาย 7.64 หมื่นคัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 4.6%

ที่สำคัญกว่าสัดส่วนการขยายตัว ก็คือ เป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบ 31 เดือน หรือ เกือบ 3 ปี เลยทีเดียว

แต่เมื่อเข้าไปดูข้อมูลลึกๆ จะพบว่การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นจากตลาดโดยรวม แต่โตเฉพาะกลุ่มเท่านั้น โดยเฉพาะ รถพีพีวี (pickup passenger vehicle) ที่เดือน พ.ย.มียอดเพิ่มขึ้นถึง 199% แต่รถที่เป็นตลาดหลักคือ ปิกอัพ และรถยนต์นั่งยังคงติดลบ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกอะไรที่ชัดเจน ขณะที่ปัจจัยลบยังคงอยู่ ทั้งเรื่องของภาวะเศรษฐกิจของประเทศ สินค้าการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การลงทุนของภาครัฐยังมีไม่มากนัก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็ชะลอตัว รวมถึงสถาบันการเงินก็ยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ

ส่วนการเติบโตของพีพีวี กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่าเป็นเพราะเกิดการเร่งซื้อก่อนที่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่จะเริ่มใช้ต้นปีหน้า ทำให้ราคารถปรับขึ้นเกือบทุกกลุ่ม

ซึ่งในส่วนของพีพีวีนั้น ฟอร์ด ออกมาพูดอย่างชัดเจนว่า จะต้องขยับค่าตัวขึ้นไปประมาณ 1.5 แสนบาท ส่วนค่ายอื่นๆ ยังไม่พูดถึงรายละเอียดของราคาใหม่ แต่ก็คงพอจะใช้ตัวเลขของฟอร์ดอ้างอิงได้ 

นอกจากเรื่องของภาษีแล้วก็ต้องยอมรับว่ารถกลุ่มนี้ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการที่รถนั้นพัฒนาขึ้นจากอดีตมาก และเป็นรถที่ใช้งานได้หลากหลาย อีกทั้งรองรับภาวะไม่ปกติได้ดี ทั้งถนนหนทางเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือ ฝนตกน้ำท่วม เป็นต้น 

ตัวอย่างการการตอบรับทีน่าสนใจ เช่น ปาเจโร สปอร์ต ที่เปิดตัวในเดือน ส.ค. ซึ่งมิตซูบิชิตั้งเป้าว่าเมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณ 2558 (มี.ค.2559) จะม่ียอดจองรวม 7,000 คัน แต่ว่ายังไม่สิ้น ธ.ค. ยอดทะลุ 2 หมื่นคันไปแล้ว โดยมิตซูบิชิสามารถส่งมอบรถได้แล้ว 1 หมื่นคัน ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ค้างจอง รวมถึงการเลื่อนนัดรับรถออกไป ทำเอาลูกค้าหลายคนคงจะต้องไปหาหลวงพ่อดูฤกษ์ยามกันใหม่

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เป็นเรื่องที่ภาษาการตลาดเขาเรียกว่า ดีมานด์ กับ ซัพพลาย ที่ไม่สมดุลกัน ช่วงนี้ ดีมานด์สูงกว่า ซัพพลาย ก็ต้องรอกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ ปาเจโร่ สปอร์ต เพราะมิตซูบิิชิ ประกาศยืนราคาเดิมสำหรับผู้จองรถภายในปีนี้ทำให้มีการจองจำนวนมาก

แต่ว่าเหตุการณ์รอรถ หรือว่าค่ายรถไ่ม่รับจอง หรือรับจองแต่ไม่ยืนยันราคา ก็เกิดขึ้นกับรถรุ่นอื่นๆ ยี่ห้ออื่นๆ เช่นกัน ซึ่งฟังดูก็อาจจะดูย้อนแย้งกับสภาพตลาดที่โดยรวมยังติดลบ 

แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะช่วงท้ายปี ซึ่งตัวแทนจำหน่ายรถยี่ห้อต่างๆ นั้นรู้แล้วว่าจะได้โควต้ารถปีนี้กี่คัน ดังนั้นก็ต้องพยายามขายรถที่สามารถส่งมอบได้ภายในปีนี้ให้สอดคล้องกัน เพราะหากรับจองมากกว่าความสามารถส่งมอบ ก็คงมี 2 แนวทางที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า คือ รับภาระส่วนต่างราคาเอง หรือไม่ก็ทะเลาะกับลูกค้า

แต่การปฏิเสธไม่รับจองในปีนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา เพราะทำให้ลูกค้าเกิดความไม่พอใจ ดังนั้นจึงอยู่ที่การสื่อสารทำความเข้าใจกัน 

แม้ค่ายรถจะเข้าใจดีว่าช่วงนี้จะมีการจองที่สูงกว่าปกติเพื่อหนีภาษีใหม่ แต่หลายค่ายก็เลือกที่จะคงแผนเอาไว้เช่นเดิม ไม่เพิ่มการผลิตมากนัก เนื่องจากมองว่าการทำธุรกิจในยุคที่ตลาดหดตัว การบริหารสต็อกเป็นเรื่องสำคัญมาก และไม่อยากเส่ี่ยงที่จะให้เกิดภาวะสต็อกบวม เหมือนกับเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากกำลังซื้อลวงที่เกิดขึ้นอย่างมากในโครงการรถคันแรก และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะคลี่คลายปัญหาได้

ดังนั้นแม้จะช่วงนี้เหมือนจะมีอาหารที่หอมหวานวางอยู่ข้างหน้า แต่หลายคนก็เลือกที่จะให้ความสำคัญกับการควบคุมน้ำหนักตัวเอง มากกว่าเห็นแก่รสชาติที่ติดลิ้นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว