ข้อสังเกตจากคดีเงินติดล้อ

ข้อสังเกตจากคดีเงินติดล้อ

ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์กรณี “เงินติดล้อ” ที่มีผู้ประกอบการ 2 ราย ใช้ชื่อทางการค้าในลักษณะใกล้เคียงกัน

รวมถึงลักษณะของกิจการและภาพลักษณ์ของสินค้า (Trade dress) จนอาจทำให้ผู้บริโภคสับสนในความเป็นเจ้าของสินค้าและบริการ รวมถึงคุณภาพของสินค้าและบริการนั้น หากพิจารณาจากมุมมองด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่อาจได้รับปัญหาความเสี่ยง จากผู้ประกอบการที่อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางประการในการทำธุรกิจ

อาทิ การตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินกิจการ (Holding company) และมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกรณีร้ายแรงที่สุดประการหนึ่ง คือการชำระบัญชีและยกเลิกการประกอบกิจการไปในที่สุด โดยทิ้งความเสียหายไว้ให้ผู้บริโภค ซึ่งตามหลักกฎหมายโดยทั่วไปนั้น แม้ว่าจะเลิกกิจการไปแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นของผู้ที่ประกอบธุรกิจในลักษณะนี้ไปจัดตั้งบริษัทใหม่ อีกทั้งยังสามารถประกอบกิจการในลักษณะเดิมได้อีก ดังจะได้แสดงโดยตาราง

คำถามที่น่าสนใจ คือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท A ข้างต้น จะสามารถได้รับการเยียวยาทางกฎหมายใดๆ จากการดำเนินธุรกิจในลักษณะนี้ได้หรือไม่อย่างไร

เมื่อพิจารณาเครื่องมือทางกฎหมายที่มีภายใต้ระบบกฎหมายไทย เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายให้เครื่องมือแก่เอกชนในการได้รับการเยียวยาความเสียหายทางแพ่ง ไว้ดังนี้

1.การดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class action) 

การดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาแบบกลุ่ม และมีความสำคัญในด้านการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (Access to justice) สำหรับคดีที่อาจมีทุนทรัพย์น้อยจนทำให้ผู้เสียหายอาจเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิทางศาลในการเรียกค่าเสียหาย แต่เมื่อรวมกันเป็นคดีเดียว ทุนทรัพย์เดียว ก็จะทำให้ทุนทรัพย์ของคดีสูงขึ้นและคุ้มประโยชน์ต่อการดำเนินคดี ซึ่งคดีผู้บริโภคก็เป็นคดีลักษณะหนึ่งที่สามารถดำเนินคดีแบบกลุ่มได้

2.ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 (“วิ.ผบ.”) กำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้น จากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ไม่เกิน 2 เท่า ของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด เว้นแต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดมีจำนวนเงินไม่ 50,000 บาท ก็ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกิน 5 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง

3.เงินรางวัลทนายความ

แนวคิดในการดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นการเพิ่มบทบาทของทนายความ เพื่อให้ทำหน้าที่เสมือนทนายความของรัฐ (Private attorney general) ในการฟ้องคดีเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กฎหมายจึงกำหนดค่าตอบแทนหรือเงินรางวัลของทนายความที่ทำหน้าที่ดังกล่าวแตกต่างจากคดีโดยทั่วไป โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับที่ปรับปรุงแก้ไขใหม่ ศาลอาจกำหนดเงินรางวัลของทนายความได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ด้วยก็ได้

4.ความรับผิดโดยไม่คำนึงถึงสภาพนิติบุคคล

หลักการดังกล่าวกำหนดไว้ใน วิ.ผบ. โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายอาจฟ้องให้ผู้ถือหุ้นหรือบุคคล ที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคล หรือผู้รับโอนทรัพย์สินจากนิติบุคคลร่วมรับผิดชอบในหนี้ ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย (จากกรณีตัวอย่างคือ D, E, F) หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า

1) นิติบุคคลดังกล่าว

1.1 ถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือ

1.2 มีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค หรือ

1.3 มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของนิติบุคคลไปเป็นประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

2) ทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง

หากครบองค์ประกอบทั้ง 2 ประการ กรณีนี้ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการก็อาจต้องรับผิดทางแพ่งในหนี้สินของนิติบุคคลด้วย อันเป็นการยกเว้นหลักความเป็นนิติบุคคลในทางแพ่งที่กฎหมายแยกความเป็นนิติบุคคลของบริษัท ออกจากกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งตามปกติโดยทั่วไปเจ้าหนี้ของนิติบุคคล จะฟ้องเรียกให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นรับผิดเป็นการส่วนตัวในหนี้สินของนิติบุคคลไม่ได้

ที่ผู้เขียนยกเป็นกรณีศึกษาดังกล่าวข้างต้น เป็นเครื่องมือตามกฎหมายเอกชนในการได้รับการเยียวยาทางแพ่งเท่านั้น แต่ในการบริหารการบังคับใช้กฎหมาย ผู้เสียหายจากความไม่เป็นธรรมในการประกอบกิจการ ก็อาจใช้มาตรการในทางอาญา มาตรการทางปกครอง หรือกระบวนการร้องเรียนและตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อช่วยเยียวยาความเสียหายได้อีกด้วยครับ

---------------------------

ศุภวัชร์ มาลานนท์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

[email protected]