การปกครองท้องถิ่นและการจัดการตนเอง

การปกครองท้องถิ่นและการจัดการตนเอง

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผมและแกนนำเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเองได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีสภาพลเมืองของจังหวัดต่างๆ

ที่มีการเปิดเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบของ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” โดยเน้นไปที่การปกครองท้องถิ่น และการจัดการตนเองเป็นหลักและเพิ่มเติมในส่วนอื่นไปด้วย

การที่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเน้นไปยังการปกครองท้องถิ่น และการจัดการตนเอง เพราะเป็นประเด็นที่เครือข่ายฯได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2552 จนมีเครือข่ายถึง 48 จังหวัด และมีความก้าวหน้าจนมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร ด้วยการรวบรวมรายชื่อจากประชาชนกว่า 12,000 คนเสนอต่อรัฐสภาไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 ไปเสียก่อน ซึ่งก็ต้องรอว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะว่าอย่างไร และผลจากการนี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้มีการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารจังหวัดปกครองตนเองขึ้นมา เพื่อมุ่งหมายให้ใช้เป็นกฎหมายกลางโดยที่จังหวัดต่างๆ ที่มีความพร้อมจะได้ไม่ต้องระดมรายชื่อกันจังหวัดใครจังหวัดมัน เพื่อเสนอต่อรัฐสภาอีกให้ยุ่งยาก

ผลจากการระดมความเห็นนี้ ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แต่อย่างใด เพราะจะต้องมีการรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นร่างสุดท้ายภายในเดือนม.ค. 2559 นี้ คู่ขนานไปกับร่างของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ม.ค. 2559 แล้วนำออกรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันพอดีที่จะได้นำหลักการสำคัญจากร่าง “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” นี้ไปพิจารณาบรรจุเพิ่มเติมพอดี ผลจากการระดมความเห็นจากสภาพลเมืองฯในเบื้องต้นนี้พอที่จะสรุปได้คร่าวๆ ว่า 

1.การปกครองท้องถิ่นและการจัดการตนเอง

1.1 ภายใต้บังคับมาตราที่ว่าด้วยการเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้ รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการจัดการตนเอง (ไม่ใช้การปกครองตนเองเพราะค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อความรู้สึกของฝ่ายความมั่นคง แม้ว่าคำๆ นี้จะมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 ก็ตาม) ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น

1.2 ท้องถิ่นหรือจังหวัดใดมีลักษณะที่จะจัดการตนเองได้ ย่อมมีสิทธิ์ได้รับการจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นเต็มพื้นที่

1.3 การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม โดยต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าท้องถิ่นจะกระทำการใดไม่ได้ เช่น การทหาร การต่างประเทศ การเงินการคลังระดับชาติ การศาล นอกเหนือจากนั้นให้ท้องถิ่นสามารถกระทำได้ ตามแบบการปกครองท้องถิ่นของนานาอารยประเทศทั้งหลาย ทั้งนี้ การกำกับดูแลจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการจัดการตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้ เพราะปัจจุบันนี้มีปัญหามากในการปฏิบัติงาน เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ฉีดยากันยุงหรือจัดเรืออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ก็ถูกตีความโดยlสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าทำไม่ได้

1.4 ให้มีการจัดตั้งสภาพลเมืองที่มีฐานะเท่าเทียมกับผู้บริหารท้องถิ่นและสภาท้องถิ่น โดยมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญๆ คือ กำหนดวิสัยทัศน์ เปิดเวทีประชาพิจารณ์โครงการที่มีผลกระทบต่อท้องถิ่น และสามารถ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ กรณีที่มีการร้องเรียนว่า มีการทุจริตแล้วนำคดีขึ้นสู่ศาลในฐานะผู้เสียหายอีกด้วย

โดยองค์ประกอบของสภาพลเมืองจะแบ่งเป็น 2 ระดับ หากเป็นสภาพลเมืองของท้องถิ่นที่มีการจัดรูปแบบของการจัดการตนเองเต็มพื้นที่จังหวัด ให้มีที่มาจากสภาพลเมืองในเขตปกครองท้องระดับล่าง 3 เขตพื้นที่ในสัดส่วนเท่ากัน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 จากองค์กรสาธารณประโยชน์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 45 ตัวแทนกลุ่มวิชาชีพและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 มาจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และที่เหลือมาจากผู้สมัครมาจากการขึ้นทะเบียนองค์กรและเลือกกันเอง โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาพลเมือง มีวาระการดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียววาระละ 4 ปี และก่อนเข้าสู่ตำแหน่งให้มีการประกาศรายชื่อ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบและคัดค้าน

ส่วนหลักเกณฑ์หรือวิธีการการได้มาซึ่งสมาชิกสภาพลเมืองของท้องถิ่นระดับล่าง หรือสภาพลเมืองในจังหวัดที่ยังไม่ได้จัดรูปแบบจังหวัดจัดการตนเองให้เป็นไปตามข้อบัญญัติ หรือเทศบัญญัติของท้องถิ่นนั้นๆ กำหนด เพราะแต่ละท้องถิ่นย่อมมีสภาพแวดล้อมและบริบทที่แตกต่างกันไป และคนท้องถิ่นย่อมรู้ข้อมูลและปัญหาของท้องถิ่นดีที่สุด

2.อำนาจของประชาชนและสิทธิเสรีภาพของประชาชน

2.1 สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าทั้งหมด ได้รับรองไว้จะต้องมีอยู่คงเดิม

2.2 ให้นำบทบัญญัติที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำไป มาบรรจุไว้อีกในส่วนที่ว่าด้วยการเยียวยากรณีที่มีการละเมิดสิทธิ การรับการศึกษาที่มีคุณภาพและหลากหลายอย่างทั่วถึง เพื่อการพัฒนาตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ความถนัด และศักยภาพของบุคคล การคุ้มครองจากรัฐกรณีได้รับความเสียหายจากการบริการสาธารณสุข

2.3 ให้มีกฎหมายและกลไกพิเศษในการดูแลบุคคลที่ถูกบังคับสูญหาย

2.4 ให้มีการบัญญัติว่า กรณีที่รัฐไทยลงนามในสนธิสัญญาหรือข้อผูกพันในด้านสิทธิมนุษยชนกับองค์การระหว่างประเทศ อาทิ องค์การสหประชาชาติหรืออาเซียน ให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันโดยอัตโนมัติ ดังเช่นที่หลายๆประเทศในโลกนี้ได้ปฏิบัติแล้ว

จากที่กล่าวมาข้างต้นหลายท่านที่อ่านแล้วอาจคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ “เขา”ไม่ยอมหรอก(ผมก็ไม่รู้ว่า “เขา”ไหนเหมือนกัน) แต่อย่าลืมว่าข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการระดมความเห็นกันอย่างจริงจัง และใช้ระยะเวลาดำเนินการพอสมควร มิใช่การเปิดประชุมเพียงครึ่งวันหรือค่อนวัน มีคนพูดอยู่ไม่กี่คน แล้วก็เหมาเอาว่าเป็นการเปิดรับฟังความเห็นแล้ว

รัฐธรรมนูญใดที่ไม่ได้มาจากการเห็นพ้องต้องกันของประชาชน ย่อมยากที่จะผ่านการลงประชามติได้ การรับฟังแล้วไม่ได้ยิน กับการรับฟังแล้วได้ยิน (บ้าง) ผลที่ตามมาย่อมต่างกันใช่ไหมครับ