เมื่อบัตรประชาชนกลายเป็นปัจจัยที่ 5

เมื่อบัตรประชาชนกลายเป็นปัจจัยที่ 5

เช้านี้มัวแต่ตื่นเต้นกับผลการประกวด Miss Universe

 ทั้งดีใจกับรางวัลชุดประจำชาติที่ไทยได้รับ และมึนงงแทนนางงามโคลัมเบีย และฟิลิปปินส์ได้สักครู่ใหญ่ มารู้ตัวอีกทีก็สำนึกได้ว่าลืมพกกระเป๋าสตางค์ออกจากบ้านตั้งแต่เช้า หันไปเห็นสมุดบัญชีนอนอยู่ในกระเป๋าถือ แต่เมื่อไม่มีบัตรประชาชนเสียแล้ว จะเดินไปเบิกเงินสดจากสาขาธนาคารได้อย่างไรเล่า

นับวันบัตรประจำตัวประชาชนของคนไทย จะมีความสำคัญมากขึ้นในชีวิตคนไทย และอาจเป็นปัจจัยที่ 5 ที่เราจะวางให้ห่างกายไม่ได้เสียแล้ว เพราะรัฐบาลกำลังมีแนวคิดที่จะพัฒนา ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) ที่จะล้างไพ่กระดานระบบชำระเงินของไทยให้เป็นระบบเดียวกัน ด้วยบัตรประชาชนของเราทุกคน เอื้อต่อระบบเศรษฐกิจและภาคการเงิน รวมถึง และยังเป็นการรวบรวมฐานข้อมูลของแต่ละบุคคล เพื่อประโยชน์ด้านสวัสดิการในอนาคตอีกด้วย

โรดแมพของการวางโครงสร้างระบบอีเพย์เมนท์ครั้งนี้แบ่งออกเป็น 5 เฟส ซึ่งเฟสแรกคือ Any ID ที่เป็นการนำข้อมูลตัวบุคคล(Identification) เช่นเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ อี-เมล์ บัตรอี-วอลเลตเช่นบัตรเติมเงินทางด่วน Easy Pass เป็นโค้ดที่ระบุตัวตนในการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ สำหรับภาคทางการและภาคการเงิน แทนการผูกกับเลขที่บัญชีเงินฝากของแต่ละธนาคารเหมือนในอดีต

Any ID นี้เองที่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักหรือ backbone ของโครงการนี้เลยก็ว่าได้ เพราะที่ผ่านมาระบบการชำระเงินของประเทศได้รับการพัฒนาแบบตัวใครตัวมัน แตกต่างกันจนยากที่จะเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งสุดท้ายกลายมาเป็นอุปสรรคสำหรับการต่อยอดไปในอนาคต Any ID จะรื้อรากถอนโคน และพัฒนาระบบกลางให้ทุกๆ ระบบสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไม่จำกัดโดยที่ภาครัฐแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ถือเป็นอีกหนึ่งความหลักแหลมของรัฐบาลก็ว่าได้ เพราะหลังจากนี้ธนาคารพาณิชย์จะต้องลงทุน ในการติดตั้งเครื่องรับบัตรเพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอ และสวิตช์เลข Any ID และหมายเลขบัญชีธนาคาร ในการฝากถอนโอนเงินให้ลูกค้า

การเบิกถอนโอนจ่ายกับธนาคารก็ใช้เลขบัตรประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์ได้เลย ต่อยอดไปเฟสที่ 2 บัตรประชน หรือบัตรดังกล่าวเหล่านั้นสามารถใช้ซื้อสินค้ากับร้านค้าได้ ซึ่งเอื้อต่อการระบบการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เฟสนี้เป็นเฟสที่ 3

ส่วนเฟสที่ 4 นี้อาจจะมีดราม่าเล็กน้อย เพราะเป็นเชื่อมโยงไปสู่ระบบการจัดสรรสวัสดิการให้ประชาชน โดยเฉพาะการออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเฟสนี้จะต้องมีการระบุรายละเอียดข้อมูลของประชาชนเช่น อาชีพและรายได้ของแต่ละบุคคลไว้ในบัตรประชาชน อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏบนบัตรประชาชน แต่เป็นฐานข้อมูลสำหรับภาครัฐที่สามารถนำมาพิจารณามาตรการต่าง ๆ ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นในอนาคต ส่วนเฟสสุดท้ายเป็นเรื่องของการกระตุ้น และส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรม มาใช้ระบบชำระเงินอิเลคทรอนิคส์นี่เอง หากทำได้สำเร็จจะถือเป็นการพลิกโฉมใหม่ของเศรษฐกิจไทย

เมื่อมองเป็นภาพรวมแล้วระบบนี้จะเป็นการดึงภาคประชาชน ภาคธุรกิจเชื่อมโยงไปสู่ภาครัฐอย่างครบวงจร การซื้อสินค้าของประชาชนจะสะดวกมากขึ้น ภาครัฐระบุว่าการซื้อขายสินค้าแม้จะราคาเพียง 20 บาทก็สามารถทำได้ผ่านบัตรประชาชน การรับคืนหรือจ่ายภาษีก็ทำได้ด้วยบัตรใบเดียว ข้อมูลการซื้อขายสินค้าและบริการทั้งหมดเหล่านี้ จะเป็นจิ๊กซอว์ให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประเมินภาวะเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น หากทำได้สำเร็จจะถือเป็นการพลิกโฉมใหม่ของเศรษฐกิจไทยด้วยบัตรใบเล็ก ๆ เพียงหนึ่งใบ 

ต่อไปนี้เราคงต้องรักษาบัตรประชาชนไว้กับตัวอย่างดี เพราะมันจะไม่ใช่แค่บัตรติดกระเป๋า หรือเอาไว้แลกบัตรขึ้นตึกอีกต่อไป