การเมืองอุปสรรคใหญ่

การเมืองอุปสรรคใหญ่

รัฐบาลไทยและกัมพูชา ลงนามความร่วมมือ พัฒนาการค้าการลงทุน

 ใน 5 ด้าน ระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการ ของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยได้ลงนามในเอกสารร่วมกันคือ 1. แถลงการณ์ร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรี ไทย – กัมพูชา ครั้งนี้ 2 ซึ่งจะกำหนดทิศทาง ความสัมพันธ์ทิวภาคี และความร่วมมือในอนาคต 2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวร (หนองเอื่ยน) และด่านสตึงบท (ในกัมพูชา) 3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน 4. ข้อตกลงว่าด้วยการจ้างงาน และ5.ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาธุรกิจไทย – กัมพูชา และสภาธุรกิจกัมพูชา – ไทย

ประเด็นที่น่าสังเกตในการเยือนครั้งนี้เน้นไปที่การพัฒนา ทางด้านเศรษฐกิจร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ ความร่วมมือด้านแรงงานและข้อตกลงระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ ขณะที่ความร่วมมือในด้านการเมืองที่ไทยและกัมพูชาเคยมีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องเขตชายแดนนั้นไม่เป็นประเด็นการหารือ เพียงแต่เปิดกว้างในแถลงการณ์ร่วมว่าจะมีการหารือในครั้งต่อไป ซึ่งนับเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน และอาจเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้หากทั้งสองประเทศ ต้องการให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

อันที่จริงแล้ว ในเรื่องการค้าการลงทุนนั้น ภาคเอกชนไทยมีธุรกิจในกัมพูชาอยู่ไม่น้อยและดำเนินธุรกิจมานานแล้ว เพียงแต่ธุรกิจไทยที่ทำในกัมพูชามักจะอาศัยความสัมพันธ์พิเศษระหว่างนักธุรกิจกับเจ้าหน้าที่ในกัมพูชาเอง ในขณะที่ระดับรัฐบาลนั้นความสัมพันธ์ไม่ค่อยราบรื่นนัก จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยเอง รวมทั้งการเมืองในกัมพูชา กล่าวคือหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือความขัดแย้งทางการเมืองลงลึกไปถึงระดับประชาชน เกิดกระแสความไม่พอใจอีกฝ่ายและทำให้ความรู้สึกของประชาชนต่อความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นนัก

หากติดตามการมาเยือนครั้งนี้ของสมเด็จฯฮุน เซน จะเห็นว่าได้หลีกเลี่ยงการหยิบยกประเด็นความขัดแย้งมากล่าวถึง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไทยและกัมพูชามีความขัดแย้งกันรุนแรง ตามแนวชายแดนและขัดแย้งในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งความขัดแย้งนี้เองทำให้การพัฒนาความมือทางด้านเศรษฐกิจไม่ราบรื่นนัก โดยส่วนหนึ่งมาจากลักษณะชาตินิยมของทั้งสองประเทศ ที่ทำให้การเจรจาเพื่อความร่วมมือคลี่คลายปัญหา กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระดับประเทศ ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเป็นปัจจัยเสี่ยง และข้อกังวลของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆไปด้วย และตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ก็เป็นเหมือนระเบิดเวลาในอนาคต

ดังนั้น แม้การลงนามความร่วมมือทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสานความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศขึ้นมาใหม่ แต่ตราบใดที่ปัญหาทางการเมืองระหว่างทั้งสองประเทศยังมีอยู่ หรือยังไม่ได้รับการคลี่คลายไปในทางที่ดี ปัจจัยเหล่านี้ก็ยังเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อไปในอนาคตและทำให้ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างไม่สนิทใจนัก ซึ่งการแก้ปัญหาทางการเมืองระหว่างสองประเทศถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่จะผลักดันให้ความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่ และอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญเพียงจุดเดียวของประชาคมอาเซียนเอง หากต้องการพัฒนาร่วมกันในการสร้างประชาคมเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในระดับภูมิภาค