ปีหน้าฟ้าใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะเป็นปีที่ประเทศไทย
ปรับเปลี่ยนนโยบายยาเสพติดแบบขนานใหญ่ จากที่เน้นบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรง กวาดจับแบบเหวี่ยงแห มองทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นคนเลว ทำลายชาติ เป็นการกำหนดเป้าหมายใหม่ให้ “ถูกคน ถูกกลุ่ม ถูกพฤติการณ์”
นโยบายปราบปรามยาเสพติด หรือประกาศสงครามกับยาเสพติด โดยเฉพาะ “ยาบ้า” ของประเทศไทยนั้น นับเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ถูกใช้เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองมาเกือบ 20 ปี โดยมองข้ามหรือละเลยสาระสำคัญหลายๆ อย่าง จนก่อปัญหาสังคมตามมามากมาย
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2539 เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อ “ยาม้า” วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่ม “แอมเฟตามีน” เป็น “ยาบ้า” แล้วย้าย “ยาบ้า” จากกฎหมายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เหมือนกับที่ทั่วโลกเขาจัดกลุ่มกัน ไปเป็น “ยาเสพติดให้โทษร้ายแรงประเภท 1” เทียบเท่ากับเฮโรอีน
แม้ทิศทางนโยบายดังกล่าวจะมาจากความตั้งใจที่ดีของฝ่ายการเมือง ซึ่งในยุคนั้นมีข่าวคนเสพยาม้าทำร้ายลูกเมีย บุพการี หรือเอามีดจี้คอนักเรียน จนต้องตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมายระดับสูงสุดเข้าไปแก้ไข แต่การกำหนดนโยบายเช่นนั้นไม่ได้อิงกับสาระสำคัญของ “ตัวยา” ที่ไม่ได้ก่อพิษร้ายแรงตามที่เข้าใจ
เพราะในทางการแพทย์ ยืนยันชัดเจนแล้วว่า คนที่เสพยาม้าแล้วคลั่ง ไม่ได้มีเหตุปัจจัยจากโทษภัยของยาม้า ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน แต่มีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เกื้อหนุน เช่น ความเครียด อดนอน หรือมึนเมาจากสารเสพติดอื่นที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งโดยมากมักเป็นสุรา
รัฐบาลยุคต่อๆ มาก็หาเสียงกับเรื่องนี้ ด้วยการแก้กฎหมายเพิ่มโทษให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาบ้า พร้อมๆ กับสร้างวาทกรรมรุนแรงจนเกิดมายาคติในสังคมว่าการใช้ความรุนแรงกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้บางยุคบางสมัยเกิดกรณีฆ่าตัดตอนกันไปหลายพันศพ หรือแม้แต่คนระดับผู้นำประเทศยังประกาศเองว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาบ้ามีสถานที่ 2 แห่งเท่านั้นที่รออยู่ คือ “คุก” กับ “เมรุ”
ที่หนักไปกว่านั้นคือการกำหนดให้ผลงานการจับกุม ปราบปราม หรือแม้แต่วิสามัญฆาตกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาบ้า เป็นผลงานชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา มีคนถูกส่งเข้าไปสิ้นอิสรภาพในเรือนจำจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ตัวเลขผู้ต้องขังคดียาเสพติดพุ่งขึ้นจาก 106,966 คนในปี 2543 เป็น 217,408 คนในปี 2557 ทำให้เกิดปัญหา “นักโทษล้นคุก” เรือนจำทุกแห่งในประเทศ ไม่มีพื้นที่เพียงพอเพื่อรองรับผู้ต้องขังคดียาเสพติด
งบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับกรมราชทัณฑ์ปี 2559 อยู่ที่ 12,372.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.28 ของงบกระทรวงยุติธรรมทั้งกระทรวงที่ตั้งไว้ 23,665.3 ล้านบาท
กระทรวงยุติธรรมมี 13 กรม ปรากฏว่ากรมราชทัณฑ์กรมเดียว ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากกว่าอีก 12 กรมรวมกัน
ขณะที่งบตามแผนงานป้องกัน ปราบปราม และบำบัดผู้ติดยาเสพติด ตั้งไว้ 10,905.8 ล้านบาท สูงกว่าแผนงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน, แผนงานส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และแผนงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์เสียอีก
ทั้งๆ ที่อัตราโทษในคดียาบ้าสูงสุดถึงประหารชีวิต ซึ่งเป็นโทษที่สูงที่สุดในโลก ไม่ได้ทำให้ยาบ้าในตลาดการค้าและเสพลดจำนวนลงเลย โดยปี 2553 มีการจับกุมยาบ้าของกลางได้ 54.2 ล้านเม็ด และพุ่งขึ้นเป็น 128.7 ล้านเม็ดในปี 2556 และ 111.9 ล้านเม็ดในปี 2557
ปรัชญาของการสร้างคุก มีไว้เพื่อควบคุมคนเลวไม่ให้มีอิสระในการทำร้ายสังคมซ้ำอีก แต่พอเข้าไปในเรือนจำกลับพบคุณยายวัยเกือบ 80 ปี ติดคุกเพราะถูกหลอกให้นั่งเฝ้ายาบ้าทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยเห็นยาบ้าของจริงมาก่อนในชีวิต, ผู้หญิงอายุ 20 กว่าๆ ต้องติดคุก 20 ปี เพียงเพราะพกยาบ้าเม็ดครึ่งข้ามฝั่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเอาไปแบ่งเสพกับเพื่อนในฝั่งไทย
ขณะที่อีกหลายคนต้องติดคุกเพราะนั่งรถไปกับแฟนที่เสพหรือเป็นผู้ค้ายาบ้ารายย่อย แล้วถูกตำรวจเรียกตรวจพอดี
ผู้บัญชาการเรือนจำหลายคนที่เจอกับปัญหานักโทษล้นคุกบอกว่า คุกมีไว้ขังคนชั่ว แต่หลายๆ ครั้งคนชั่วกับคนผิดก็เป็นคนละคนกัน
เป็นคำกล่าวที่น่าคิด และเป็นผลข้างเคียงของนโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่เน้นการบังคับใช้กฎหมายแบบสะใจ เพื่อหวังคะแนนนิยมของฝ่ายการเมือง









