'Global Trend'กับการสร้าง'New S-curve'เศรษฐกิจไทย

'Global Trend'กับการสร้าง'New S-curve'เศรษฐกิจไทย

การไปเดินทางไปโรดโชว์ ที่ประเทศญี่ปุ่นของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

 รองนายกรัฐมนตรี เมื่อปลายเดือน พ.ย.และการเดินทางมาเยือนไทยของนายหวาง หย่ง มนตรีแห่งรัฐสาธารณะรัฐประชาชนจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องราวของ กระแสโลก หรือ “Global Trend”ที่ทั้งสองประเทศหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับไทย

ที่กรุงโตเกียวญี่ปุ่นให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในเรื่องจุดยืนของไทยในการเข้าเป็น สมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก(TPP) ที่มีสหรัฐฯเป็นแกนนำ ซึ่งเรื่องนี้มีการไถ่คณะจากไทยในการพบกันทุกระดับ ไล่ลงมาตั้งแต่นายซินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น มาจนถึงสื่อมวลชนของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นกำลังมีความตื่นตัวมากในเรื่องการเข้าเป็นสมาชิก TPP และเมื่อเราเดินทางไปชักชวนให้ญี่ปุ่นไปลงทุนเพิ่มในไทย คำถามเรื่อง TPPจึงเป็นเรื่องหลักเพราะนอกจากไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตใหญ่ของ ญี่ปุ่น ประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ชักชวนให้ญี่ปุ่นไปลงทุนเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันประเทศในอาเซียนที่เป็นสมาชิกTPP มีทั้ง เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ส่วนฟิลิปปินส์ อินโดนิเซีย ก็แสดงความสนใจจะเข้าเป็นสมาชิก TPP ในอนาคต

ขณะเดียวกันที่กรุงเทพฯสิ่งที่มนตรีแห่งรัฐจากจีนให้ความสนใจก็คือการพัฒนาประเทศไทยในระยะต่อไปจะช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์“One Belt One Roadหรือ อีไต้อีลู่” (Yi Dai, Yi Lu) ของจีนได้อย่างไร ในฐานะซึ่งที่ตั้งของไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะเชื่อมโยงเส้นทางการค้าการลงทุนจากจีนลงมาสู่ภูมิภาค นอกจากทางรถไฟไทย –จีนที่จะเริ่มมีการก่อสร้างในปี 2559

ที่จริงแล้วทั้ง TPP และ One Belt One Road ล้วนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “กระแสโลกหรือ“Global Trend”ที่ประเทศไทยต้องเผชิญและต้องเตรียมการรับมือ ทั้ง TPP และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นๆล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมซึ่งนับวันก็จะมุ่งไปที่การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลากหลายรูปแบบอย่างไม่มีพรมแดนมีการรวมตัวเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น

ตามรายงานการศึกษาข้อเสนอ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต ซึ่งกระทรวงการคลังจัดทำขึ้น ได้เสนอความท้าทายในการสร้าง“New S-curve”ใหม่ของเศรษฐกิจไทยว่าใน 1– 2 ทศวรรษข้างหน้าว่าจะต้องเผชิญกับกระแสโลกใหม่อย่างน้อย 4 ข้อ ได้แก่

1. การเกิดขึ้นของตลาดใหม่ทั่วโลก ซึ่งตลาดเหล่านี้จะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกถึงกว่า 80% 

2. พลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สามารถพลิกโลกเศรษฐกิจและธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่จะส่งผลต่อการยกระดับการผลิตอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ

3. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั่วโลก โดยประมาณการว่าในปี 2598 ประชากร 1 ใน 4 ของโลกจะมีอายุเกินกว่า65 ปีและมีอายุยืนยาวขึ้นในภาพรวม ในขณะที่อัตราการเกิดของประชากรลดลง และ 

4. ความเชื่อมโยงของโลกเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง โดยแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นของภาคอุตสาหกรรมคือจะมีการเชื่อมโยงระหว่างตลาดและฐานการผลิตร่วมกันมากขึ้น รวมทั้งมีการเคลื่อนย้ายข่าวสารข้อมูล การลงทุน การเงิน สินค้า บริการและแรงงานอย่างเสรี ทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจที่หลากหลายทั้งในด้านการผลิตสินค้าและบริการ

...ทั้งหมดคือกระแสหลักในบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก ประเทศไทยซึ่งกำลังอยู่ในช่วงปฏิรูปเศรษฐกิจ ต้องเตรียมความพร้อมรองรับ รวมทั้งแสวงหาโอกาสในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายสร้างความมั่งคั่งของประเทศและประชาชน รวมทั้งสามารถรักษาสมดุลของประเทศ บนเวทีเศรษฐกิจโลกได้โดยได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย