ThaiHealth Watch 2026 เมื่อเรื่อง 'เด็ก' ไม่ใช่เรื่อง 'เด็กๆ'

ชี้ 4 วิกฤติเร่งด่วนที่กระทบเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งคนไทยต้องตื่นตัว พร้อมประเมินแนวโน้มและการรับมือในปี 2569 เพื่อวางฐานการพัฒนาพลเมืองคุณภาพในระยะยาว ผ่านรายงาน "ThaiHealth Watch 2026 จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2569"
"ภาวะเด็กไทยเกิดน้อยลง" คือวิกฤติด้านประชากร "เรื่องใหญ่" ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ "คุณภาพ" ของหนึ่งชีวิตที่เกิดมาจึงกลายเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม ในวันที่ทรัพยากรเด็กจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดของประเทศ ภายใต้สภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ซึ่งล้วนมีผลต่อทิศทางความเติบโตของชาติในอนาคต
เป็นธรรมเนียมประจำทุกปีที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์สุขภาวะตลอด 1 ปี และมีการจัดทำรายงานสรุปประจำปี "ThaiHealth Watch" นัยหนึ่งเพื่อ Wrap Up ถึงสถานการณ์สุขภาพของคนไทยตลอดทั้งปี ซึ่งไม่ใช่แค่การเฝ้าระวัง แต่คือการส่งสัญญาณให้เราทุกคนตื่นตัวและพร้อมรับมือกับสถานการณ์และอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ตั้งแต่วันนี้
ซึ่งปีนี้ สสส. ได้คัดกรองประเด็นสำคัญที่คนไทยต้องตื่นตัว ผ่านรายงาน "ThaiHealth Watch 2026 จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2569" ภายใต้แนวคิดหลักคือ "ปลูกอนาคตเด็กไทยด้วยสุขภาพกายใจที่แข็งแรง" รายงานดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณเตือนและชี้เป้าให้สังคมร่วมกันจับตา 4 ประเด็นวิกฤติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "เด็กและเยาวชนไทย" ในปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569
สำหรับผลการสำรวจ ในปีนี้ สสส. ได้สรุปสาระ 4 ทิศทางสุขภาวะเด็กไทยในปัจจุบัน จากการได้พบว่า เด็กไทยต้องเผชิญอะไรบ้าง เพื่อที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องช่วยกันร่วมหาทางออก หรือ "ประคับประคอง" เพื่อให้กล้าไม้เหล่านี้เติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงในยุคที่โลกหมุนไวและเต็มไปด้วยความเสี่ยง
"การเล่น" คืออาวุธสำคัญ ที่ช่วยต่อเติมพัฒนาการ ไม่ใช่ AI
ในยุคที่ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในทุกอณูของชีวิต สิ่งเดียวที่จะทำให้มนุษย์แตกต่างและอยู่รอดได้คือ "ความคิดสร้างสรรค์" แน่นอนว่า จุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ได้อยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม แต่อยู่ที่ "การเล่นอิสระ"
แต่ปัจจุบันเด็กปฐมวัยไทยกับเผชิญวิกฤติพัฒนาการบางส่วนอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อม หรือถูกเลี้ยงดูด้วย "พี่เลี้ยงหน้าจอ"
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เผยข้อมูลงานวิจัยยืนยันว่า การเล่นอิสระช่วยพัฒนาทักษะการกำกับตนเอง ซึ่งสำคัญต่อการเลือกสิ่งที่ดีในชีวิต และยังสร้างตัวตนที่แข็งแกร่ง เป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กไม่หลงทางในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและเฟกนิวส์ เล่าถึงการขับเคลื่อนที่ผ่านมา สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายผลักดันให้เกิดผู้อำนวยการเล่น (Play Worker) และลานเล่นอิสระในชุมชนทั่วไทยเพิ่มจำนวนขึ้น ผลลัพธ์จากการดำเนินงานในปี 2565-2566 พบว่าการปล่อยให้เด็กได้เล่นตามจินตนาการช่วยให้เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้น พัฒนาการสมวัย และที่สำคัญที่สุดคือ ลดเวลาการใช้หน้าจอได้มากถึง 21,000 คน
เพราะความสุขที่ได้จากการสัมผัสโลกจริง การวิ่งเล่นกับเพื่อน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในสนามเด็กเล่น มันสนุกและยั่งยืนกว่าความสุขชั่วคราวบนหน้าจอมือถือที่ผู้ใหญ่มักโยนให้เพื่อแลกกับความสงบเพียงชั่วครู่ หากเราเริ่มฝังชิปความสุขไว้ที่หน้าจอตั้งแต่วัย 2-3 ขวบ เมื่อเขาโตขึ้นจนถึงวัยประถม การจะดึงเขากลับมาสู่โลกความจริงอาจเป็นเรื่องที่สายเกินไป
เมื่อ "เด็กอ้วน" ไม่ใช่เรื่องน่ารักอีกต่อไป
เราอาจเคยชินกับภาพเด็กจ้ำม่ำที่ดูน่าเอ็นดู แต่สถิติจาก World Obesity Atlas 2024 กลับบอกความจริงที่น่าตกใจว่า เด็กไทยเกือบ 1 ใน 3 มีภาวะอ้วน และความอ้วนนี้คือใบเบิกทางไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอาหารในจานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมความเคยชินที่บ้านและโรงเรียน
เพื่อแก้ไข "วิกฤติบนจานข้าว" สสส. จึงปรับทิศทางใหม่ว่าการแก้ปัญหาความอ้วนในเด็กไม่ใช่แค่เรื่องโภชนาการบนจานเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยน "ความเคยชิน" ทั้งที่บ้านและโรงเรียน
โครงการ "อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน" ที่สสส. ร่วมขับเคลื่อนร่วมกับภาคีจึงมุ่งเน้นการลดหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผักผลไม้ ผ่านการออกแบบสื่อสร้างสรรค์ในโรงเรียนเพื่อให้เด็กปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
"อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน" ที่เน้นสูตรลับ ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักและผลไม้ มุ่งส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เท่าทันสื่อและเข้าใจถึงที่มาของอาหาร ซึ่งพวกเขาจะเริ่มสนุกกับการเลือกสิ่งที่กิน และสนใจการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น เปลี่ยนจากการนั่งเนือยนิ่ง มาเป็นเด็กที่คล่องแคล่วและมีสุขภาพดีอย่างเป็นระบบ
"โลกออนไลน์" และ "ถนน" ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของเด็ก
ใน ThaiHealth Watch 2026 ยังจับตามองคือ "ภัยคุกคามภายนอก" ที่เด็กๆ ยุคนี้ต้องเผชิญ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งใน "โลกเสมือน" และ "โลกจริง"
"พนันออนไลน์" กำลังเป็นภัยในโลกเสมือนที่น่าวิตกสำคัญของเด็กไทยวันนี้ โดยจากข้อมูลย้อนหลัง 1 ปีพบว่า วงจรการพนันออนไลน์ เช่น บาคาร่า และสล็อต มีการเข้าถึงรวมมากกว่า 5 ล้านคน นี่อาจคือ "คลิกที่แพงที่สุด" ของเยาวชนที่อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินและอาชญากรรม ซึ่งในการขับเคลื่อนแก้ทางออกเรื่องนี้ ทางสสส. ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม ผลักดันร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อคุ้มครองเด็กจากการกระทำผิดผ่านสื่อออนไลน์ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชน ขณะที่ภัยในโลกจริงอย่างอุบัติเหตุบนท้องถนน ก็ยังคร่าชีวิตเด็กไทยไปไม่ใช่น้อย
ในหลายปีที่ผ่านมา มีสถิติที่น่าเศร้าคือมีเด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เฉลี่ยกว่า 1,300 คนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กที่ซ้อนท้าย ในขณะที่มีเด็กเพียง 8-16% เท่านั้นที่สวมหมวกกันน็อก
ทางออกของเรื่องนี้คือการสร้าง "ธนาคารหมวกกันน็อก" ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบกว่า 2,430 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้กุศโลบายผ่านนิทานและการเล่นเกม เพื่อให้เด็กๆ เป็นคน "ชวนพ่อแม่" ให้สวมหมวกกันน็อก ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าการบังคับ
เพราะรากฐานที่แข็งแรง เริ่มต้นที่ "รากแห่งสุขภาวะ"
หากเปรียบชีวิตเป็นต้นไม้ ช่วง 0-6 ปีแรกคือช่วงที่รากกำลังหยั่งลึกลงดิน นพ.พงศ์เทพ เล่าถึงปรัชญาการสร้าง "รากแก้ว" แห่งสุขภาพ หรือแนวคิดเรื่อง "Roots of Health" หรือรากแห่งสุขภาพ ว่าต้องเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมวัย โดยระบุว่าในภาวะที่เด็กไทยเกิดน้อยลง สสส. จึงมุ่งเน้นการปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพลงไปในระดับจิตใต้สำนึกผ่านการเล่นและการเล่านิทาน แทนที่จะเป็นการบังคับหรือยัดเยียดข้อมูลในภายหลัง
ดังนั้น "Roots of Health" คือแนวคิดที่มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันสุขภาพตั้งแต่รากฐาน โดยเฉพาะสุขภาพเด็กไทย เพื่อรับมือ 4 วิกฤติสุขภาพสำคัญ ได้แก่ พัฒนาการล่าช้า โรคอ้วน พนันออนไลน์ และความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีเป้าหมายคือ "ปลูกอนาคตเด็กไทยด้วยสุขภาพกายใจที่แข็งแรง"
"การปลูกฝังอนาคตของ เด็กไทย เราต้องสร้างตั้งแต่ในวัยที่เขายังเล็กอยู่ โดยการปลูกฝังในระดับของจิตใต้สำนึก เพราะหากเราพยายามจะไปยัดเยียดในช่วงที่เค้าเป็นวัยรุ่น มันก็จะช้าเกินไปเพราะเค้ามีความคิดเป็นตัวตนของเค้าแล้ว"
ปัญหาที่เราพบคือ "ต้นทุนชีวิต" ของเด็กไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก เด็กบางคนเกิดในครอบครัวที่เปราะบาง ขาดความพร้อม หรือตกอยู่ในสภาวะความรุนแรง สสส. จึงเน้นย้ำว่าการสร้างภูมิคุ้มกันต้องทำในระดับ "จิตใต้สำนึก" ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังคือ "นิทาน"
"ถ้าเราไปตำหนิเด็กตรงๆ ว่าอย่าบูลลี่เพื่อน เขาจะต่อต้าน แต่ถ้าใช้เล่าผ่านตัวละครอย่างหมูน้อยหมีน้อยที่ดูแลกัน มีน้ำใจต่อกัน สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเขา บทบาทของนิทานจึงไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องเพื่อความสนุก แต่ยังสามารถสอดแทรกพฤติกรรมสุขภาวะที่ดีตั้งแต่ยังวัยเยาว์ เช่น การสวมหมวกนิรภัย การปฏิเสธบุหรี่ไฟฟ้า และการไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ตั้งแต่ในวัยที่เขายังเปิดรับได้ดีที่สุด" ผู้จัดการ สสส. กล่าว
ถึงเวลาที่เราต้อง "ใช้คนทั้งสังคม เพื่อเลี้ยงเด็กหนึ่งคน"
ท้ายสุดแล้ว การจะสร้างเด็กไทยคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยแนวคิด "ใช้คนทั้งสังคม เพื่อเลี้ยงเด็กหนึ่งคน"
เธอย้ำว่า การลงทุนในเด็กวันนี้ อาจจะไม่เห็นผลทันที หรือแค่ใน 1-2 ปี แต่ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นสังคมที่เต็มไปด้วยผู้ใหญ่ที่รู้จักดูแลสุขภาพ รู้จักปฏิเสธสิ่งเสพติด และมีความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมจะขับเคลื่อนประเทศต่อไป
ทิศทางปี 2569 จากข้อมูลสู่การลงมือทำ
สำหรับการนำเสนอ ThaiHealth Watch 2026 ดังกล่าว จะเป็นแผนที่นำทางสำหรับการทำงานเชิงรุก ในปีนี้ ในเรื่องเด็กและเยาวชนของสสส. โดยเฉพาะการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงอย่าง เหล้า บุหรี่ การกิน หรืออุบัติเหตุ อาจไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่อีก 10-20 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นพลเมืองที่มีคุณภาพที่รู้จักดูแลสุขภาพตนเองและมีภูมิคุ้มกันทางสังคมอย่างแข็งแกร่ง
ผู้จัดการกองทุน สสส. ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า Root of Health หรือรากของสุขภาพที่แข็งแรงนั้น ต้องเริ่มเพาะบ่มตั้งแต่ในวัยที่เด็กยังเล็กอยู่ ท่ามกลางสภาพสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง เด็กบางคนเติบโตในครอบครัวที่ไม่พร้อม หรือเผชิญความรุนแรงและสิ่งเร้าที่เป็นสารเสพติดและการพนัน การจะสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กหนึ่งคนเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพ จึงต้องอาศัยพลังจากทั้งสังคมภายใต้แนวคิดที่ว่าเลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งสังคม
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เสริมในมุมมองของเมืองว่า กทม. มุ่งเน้นให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ โดยใช้ข้อมูลจาก ThaiHealth Watch เป็นฐานในการพัฒนาพื้นที่และบริบทให้เอื้อต่อการเติบโตอย่างสมวัย
ที่ผ่านมา สสส. ร่วมมือกับกรุงเทพมหานครจัด "เทศกาลเล่นอิสระ" ที่อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ มา 3 ปีติดต่อกันในเดือนพฤศจิกายน เทศกาลนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจและความสุขให้กับเด็ก ครอบครัว และทุกคน โดยมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีผู้สนใจจากต่างจังหวัดและต่างประเทศมาดูงาน ซึ่งกรุงเทพมหานครมีแผนที่จะขยายการส่งเสริมการเล่นอิสระไปยัง 6 โซน เพื่อเป็น "เมืองหลวงแห่งการเล่นอิสระ"
นี่อาจคือบทสรุปสำคัญของการขับเคลื่อนวันนี้ ที่ถือเป็นก้าวแรกเริ่มสำคัญของการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศไทยในระยะยาว







