เม็ดเงิน'การประมูล4G' ถึงมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ

เม็ดเงิน'การประมูล4G' ถึงมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ

ในรอบเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ถ้าถามว่าข่าวใดสร้างความสนใจ

 และเรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุด คงต้องยกให้ ข่าวการประมูลคลื่นความถี่เพื่อนำไปให้บริการ 4G โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 4 ราย ที่แข่งขันกันดุเดือดเลือดพล่าน มาตั้งแต่รอบการประมูลคลื่น 1800 MHz เมื่อครั้งก่อน กระทั่งล่าสุดการประมูล 4G จากคลื่น 900 MHz ที่ขับเขี่ยวกันมาตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. ข้ามคืนข้ามวันมาถึง 16 ธ.ค.2558 กว่าที่บทความนี่จะเผยแพร่ ก็คาดว่ามูลค่าการประมูลรอบนี้ คงไต่ระดับไปใกล้เคียงกับรอบที่แล้ว คือ 2 ล็อตน่าจะได้เม็ดเงินไปใกล้เคียง 8 หมื่นล้านบาท ตามที่นักวิเคราะห์หลายท่าน ได้ประเมินไว้ล่วงหน้า

“เงินที่ได้จากการประมูล 4G จะถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่ง ในการผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เพื่อผลักดันให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนต่อเนื่องไปได้หลายรอบ” ข้อความนี้คือใจความสำคัญที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แม่ทัพฝ่ายเศรษฐกิจที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เสริมเข้ามาช่วยสร้างความมั่นใจ ร่วมพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งกำลังชะลอตัว ตามภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้อารมณ์การจับจ่ายใช้สอย การลงทุน และการสะพัดของเม็ดเงินในระบบ ดูเหมือนจะอ่อนกำลังไปค่อนข้างมาก

หากดูจากเม็ดเงินที่รัฐบาล จะได้รับจากการประมูลคลื่น เพื่อนำมาให้บริการ 4G ทั้งสองรอบ นับตัวเลขรวมกันอาจได้เงินเกินกว่า 1.5 แสนล้านบาท แต่แน่นอนจำนวนเงินที่กล่าวถึงนี้ เป็นเพียง “ตัวเลข” ที่ได้จากการประมูล แต่ตัวเงินนั้นไม่ได้รวดเดียวกว่า 8 หมื่นหรือแสนล้านบาทในทันที และการจะนำเงินส่วนนี้มาใช้ตามคำบอกกล่าวของ ท่านรองนายกฯสมคิด ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวงเงินเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงคือ เม็ดเงินไม่ได้มากเต็มวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท และยังมีระยะเวลาในการเรียกเก็บที่ไม่ใช่ในทันทีหลังการประมูล ดังนั้นตัวเลขนี้จึงมีความหมายเพียงขั้นตอน การวางแผนงานเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติยังต้องรอรอบเวลา และการดำเนินการอีกยาวไกล

ในขณะที่ประเทศต้องเดินหน้าต่อไป เศรษฐกิจที่ชะลอตัวต้องได้รับการผ่อนคลาย ผู้คนและสังคมที่กำลังติดกับดักภาระหนี้ครัวเรือน ซึ่งโดยเนื้อแท้คือหนี้ส่วนบุคคลนั่นเอง ที่นำมารวมคำนวณเป็นหนี้ครัวเรือน ยังคงอยู่ในวงล้อมปัญหา สิ่งหนึ่งที่หวังว่ารัฐบาลจะมองเห็น และให้ความสำคัญ คือ การแก้ปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่ว่านี้ ก่อนที่จะไปถึงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อยากเห็นรัฐมีมาตรการ ช่วยเหลือประชาชนผู้ติดกับดักภาระหนี้ อันเป็นผลพวงมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ในส่วนที่เป็นประชาชนจริงๆ บ้าง เพราะที่ผ่านมาเราเห็นหลายมาตรการออกมา ล้วนเป็นการคิดและวางแผนช่วยเหลือ สำหรับภาคธุรกิจ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ แม้กระทั่งในเซคเตอร์ ที่ผู้ประกอบการมั่งคั่งอย่าง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ มาตรการทั้งหลายที่รัฐทำออกมา ก็ล้วนช่วยภาคธุรกิจเป็นหลักใหญ่ ช่วยให้ขายบ้านได้ ขายรถได้ และลดหย่อนภาษี

ในขณะที่ภาคประชาชน ถามว่าได้รับความช่วยเหลือโดยตรง แบบไม่ต้องผ่านการบริโภคสินค้าจาก 2 กลุ่มนี้ มีหรือไม่ ดูเหมือนยังไม่เห็นชัดเจน เพราะมาตรการลดภาษีการซื้ออสังหาฯ ก็ต้องซื้ออสังหาฯถึงจะได้สิทธิ์ มาตรการลดภาษีรถายนต์ ก็ต้องซื้อรถยนต์จึงจะได้สิทธิ์ แต่ไม่เห็นเลยว่ามาตรการลดภาระค่าครองชีพ หรือลดภาระหนี้ที่เป็นเหมือนงูกินหางนี้จะมีวิธีใดบ้างยังไม่เห็น จึงอยากเห็นและหวังว่า หากรัฐบาลมีมาตรการที่จะช่วยโดยตรงต่อผู้บริโภค ต่อประชาชนโดยไม่ต้องอิงกับการซื้อสินค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้ น่าจะฟื้นเศรษฐกิจระดับมวลชนได้ดีกว่า เน้นที่กลุ่มซึ่งยังมีกำลังซื้อสินค้าราคาแพงเหล่านี้ ได้ดีกว่าแน่นอน