รื้อระบบข้อมูลภาครัฐ

รื้อระบบข้อมูลภาครัฐ

กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายจะใช้มีการบันทึกข้อมูลอาชีพ และรายได้ในบัตรประจำตัวประชาชน โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2560 เนื่องจากรัฐบาลต้องการมีข้อมูลอย่างเพียง ในการดำเนินนโยบายให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ตรงเป้าหมายที่สุด โดยเฉพาะมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลยอมรับว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอ เพียงแต่ประเมินจากสถิติตัวเลขและการสำรวจของหน่วยงานรัฐซึ่งมักจะเกิดความคลาดเคลื่อน ทำให้งบประมาณหรือมาตรการให้ความช่วยเหลือไม่ตรงจุดและแก้ปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด

    การบันทึกข้อมูลดังกล่าวอาจตีความได้ว่า รัฐบาลต้องการมีฐานข้อมูลในการประเมินภาษี และต้องการให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งเชื่อว่าหากมีข้อมูลที่ดีพอก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามหากตีความในด้านของรัฐบาล ที่ต้องการแก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐ ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากรัฐบาลไม่มีข้อมูลเพียงพอ นอกจากจะเกิดปัญหาการใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ผู้ที่มีความเดือดร้อนจริงๆ ก็อาจไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเราจะมองนโยบายนี้ไปในทางใด

    จากกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความจริงประการหนึ่งและเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐไม่มีข้อมูลเพียงพอ เพราะหาไม่แล้วนายกรัฐมนตรีคงไม่หยิบยกมาเป็นประเด็นสำคัญในการจัดฐานข้อมูลใหม่ ทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าหน่วยงานรัฐมีปัญหาเรื่องข้อมูลอย่างมาก อาทิ แต่ละหน่วยงานมีการจัดเก็บข้อมูลกันทั้งสิ้น แต่เป็นข้อมูลที่นำมาใช้เฉพาะของหน่วยงานเอง ซึ่งเมื่อจะมีการนำมาใช้เพื่อกำหนดนโยบาย ทำให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ข้อมูลบางอย่างลอกกันไปมาจากข้อมูลชุดเดียวกัน ทำให้ฐานข้อมูลที่ีอยู่ไม่เพียงพอ ซึ่งทางออกสำหรับรัฐบาลที่ผ่านมาก็คือใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดนโยบาย

    อันที่จริง ปัญหาเรื่องข้อมูลในหน่วยงานรัฐนั้นมีมานาน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาไม่มีงบประมาณในการจัดเก็บข้อมูลหรือขาดแคลนบุคลากร แต่เป็นปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของหน่วยงานรัฐ แม้ที่ผ่านมา มีความพยายามปรับปรุงการจัดเก็บข้อมูลตามสมัยนิยมในยุคข่าวสาร แต่การรื้อใหม่ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ในครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาจริงเกิดขึ้นในระบบข้อมูลของไทย ซึ่งหากจะแก้ให้ตรงจุดแล้ว รัฐบาลน่าจะสังคายนาใหญ่ในเรื่องการจัดเก็บข้อมูล มากกว่าการจัดทำข้อมูลส่วนบุคคลลงในบัตรประจำตัวประชาชนเพราะเป็นเรื่องล่อแหลมในการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

   ยิ่งกว่านั้น ความต้องการข้อมูลของรัฐบาลเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลแก้ปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างยากลำบากอย่างยิ่ง แม้ขณะนี้รัฐบาลพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศในทุกด้าน แต่ปัญหาความยากจนยังต้องใช้เวลายาวนานในการแก้ไข ดังนั้นปัญหาในขณะนี้จึงมาจากหน่วยงานของรัฐเองในเรื่องการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของประเทศ ซึ่งนับวันข้อมูลจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจถึงเวลาที่จำเป็นต้องปรับปรุงระบบข้อมูลของภาครัฐครั้งใหญ่เพื่อจัดทำข้อมูลที่สามารถใช้ได้จริง หาใช่ข้อมูลเพื่อประโยชน์สำหรับการเสนอของบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับการวางแผนพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง