เลือกที่จะมีคู่หรือเลือกที่จะโสด?

เลือกที่จะมีคู่หรือเลือกที่จะโสด?

ช่วงใกล้ปีใหม่เรามักจะนัดพบเพื่อรับประทานอาหารกับเพื่อนกลุ่มต่างๆ และข้อสังเกตหนึ่งที่พบคือ

ในเพื่อนกลุ่มต่างๆ นั้น จะมีผสมปนเปไปด้วยบุคคลหลายกลุ่มทั้งคนโสด คนมีครอบครัว คนเคยมีครอบครัว ซึ่งแต่ละคนก็ดูเหมือนจะมีความสุขในชีวิตที่ตัวเองเลือก ทำให้ผมเกิดอยากศึกษาบรรดางานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับการมีคู่กับการเป็นโสดขึ้นมา ดังนั้นเรามาลองดูกันนะครับ

มาดูฝั่งที่มีคู่แต่งงานกันก่อน มีงานวิจัยที่ออกมาเมื่อสิ้นปีที่แล้วลงในวารสาร National Bureau of Economic Research ที่พยายามพิสูจน์ข้อสมมติฐานที่มีมานานแล้วว่า คนที่แต่งงานมีชีวิตคู่นั้นจะมีความสุขกว่าผู้ที่เป็นโสด หรือไม่ผลการศึกษาก็ยืนยันในสมมติฐานเดิมที่มีมานานครับ ว่าผู้ที่แต่งงานนั้นจะมีความสุขในชีวิตมากกว่าผู้ที่เป็นโสด (ต้องเป็นผู้ที่แต่งงานและมีความสุขในชีวิตสมรสด้วย) นอกจากนี้ยังพบว่า ความสุขที่ได้จากชีวิตสมรสนั้นไม่ใช่ความสุขสั้นๆ เพียงแค่ช่วงระยะเวลา หลังแต่งงานใหม่ๆ แต่จะเป็นความสุขที่ยาวนานออกไปแสดงให้เห็นความสุขจากชีวิตสมรสนั้น จะติดตัวเราไปตลอดไม่ใช่เพียงแค่ช่วงระยะเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เท่านั้น

สำหรับท่านที่แต่งงาน และอยู่ร่วมกับคู่สมรสของท่านในลักษณะของเพื่อนสนิท (หมายถึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สามีภรรยา แต่ยังเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของกันและกันด้วย) ผลงานวิจัยยังพบอีกครับว่า จะเป็นกลุ่มที่มีความสุขจากชีวิตสมรสสูงกว่า พวกที่อยู่กันในฐานะคู่รักเพียงอย่างเดียวถึงสองเท่า เพราะว่ากลุ่มคู่สมรสในลักษณะนี้จะได้ทั้งคู่ครอง และเพื่อนสนิทมาอยู่ร่วมกัน

นอกจากงานวิจัยชิ้นดังกล่าวแล้ว ยังมีงานวิจัยย่อยๆ อีกหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการแต่งงานครับ เช่นผู้ที่แต่งงานมักจะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าและสุขภาพที่ดีกว่าผู้ที่เป็นโสดอีก ทั้งยังมีรายได้สูงขึ้นเพราะการแต่งงานด้วย (ไม่ใช่เนื่องจากเอารายได้สองคนมารวมกัน) เนื่องจากพบว่าการแต่งงานจะส่งผลทำให้ผู้ชายทำงานหนักขึ้นและเงินเดือนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมอีกนะครับว่า แล้วควรจะแต่งงานเมื่อไร ซึ่งงานวิจัยชิ้นหนึ่งชื่อ“Knot Yet” ได้ค้นพบว่าความสุขจากชีวิตในชีวิตสมรสนั้นจะสูงสำหรับกลุ่มคนที่แต่งงานเร็ว (ช่วงอายุ 20 - 30) เมื่อเทียบกับพวกที่แต่งงานช้า แต่เมื่อพิจารณาในด้านของรายได้นั้น จะพบว่าสำหรับผู้หญิงแล้วการแต่งงานช้ากว่า จะนำไปสู่การมีรายได้ที่สูงกว่า พวกที่แต่งงานเร็ว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนะครับ เพราะผู้หญิงมีโอกาสที่จะทำงานและก้าวหน้าในวิชาชีพได้มากขึ้น เมื่อเป็นโสดไม่ต้องมีสามีและลูกคอยรบกวน

คราวนี้มาดูฝั่งคนโสดบ้างครับ (ไม่ว่าเลือกที่จะโสดเองหรือไม่ได้เลือก) การอยู่เป็นโสดก็มีข้อดีหลายประการครับ อีกทั้งจริงๆ การมีชีวิตคู่ก็ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่แต่ละคนต้องรู้จักที่จะบริหารความเสี่ยงดังกล่าว ผู้หญิงบางคนมักจะพูดว่า การแต่งงานมีชีวิตคู่ก็เหมือนกับการซื้อสลากกินแบ่ง โอกาสถูกกินก็เยอะ บางคนก็แค่ถูกแค่เลขท้าย แต่บางคนก็อาจจะถูกรางวัลที่ 1 นอกจากนี้ยังมีบทความที่อ้างอิงงานวิจัยต่างๆ ที่ปรากฏในวารสาร Psychology Today ระบุถึงข้อดีของการอยู่เป็นโสดและการไม่แต่งงานไว้อีกหลายประการครับอาทิเช่น

คนโสดนั้นจริงๆ แล้วจะมีเวลาในการออกกำลังมากกว่าผู้ที่แต่งงาน และจะมีร่างกายที่แข็งแรงกว่า นอกจากนี้คุณสุภาพสตรีที่แต่งงานจะมีโอกาสที่จะอ้วนมากกว่าผู้ที่อยู่เป็นโสด (ผู้ชายก็เหมือนกันครับ แต่หลักฐานยังไม่ชัดเจนเท่าผู้หญิง) นอกจากนี้พวกที่แต่งงานแล้วมักจะมีเวลาให้กับเพื่อนและพ่อแม่น้อยลง ทำให้พวกที่เป็นโสดจะเป็นศูนย์รวมของพี่น้องทุกๆ คน เมื่อเจริญวัยมากขึ้น สำหรับข้อดีด้านการเงินคือ ผู้ที่อยู่เป็นโสดนั้น จะมีภาวะของการเป็นหนี้น้อยกว่าผู้ที่สมรส อีกทั้งผู้ที่เป็นโสดนั้นจะมีจิตใจที่เมตตาและการุณย์ต่อผู้อื่นมากกว่า และสุดท้ายพบว่าคนที่เป็นโสดนั้นมักจะมีความอดทนสามารถฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ดีกว่าผู้ที่แต่งงาน

สรุปคือ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนมีคู่หรือเป็นโสด ก็ต่างมีข้อดีทั้งสิ้นนะครับ และจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีงานวิจัยใดที่จะสามารถฟันธงไปได้ว่า แบบไหนดีกว่ากัน ทุกอย่างคงต้องขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยครับ สำหรับท่านที่ยังเป็นโสด แต่ปรารถนาจะมีคู่ครองก็อย่าเพิ่งหมดความหวังนะครับ ล่าสุดมีญาติของเพื่อนเพิ่งเจอรักแท้จดทะเบียนสมรส และแต่งงานไปเมื่ออายุ 70 กว่าๆ เองครับ