พลิกวิกฤติเป็นโอกาสให้สินค้าส่งออกไทย

พลิกวิกฤติเป็นโอกาสให้สินค้าส่งออกไทย

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ thaieurope.net ได้เคยรายงานเกี่ยวกับการสนับสนุนงบประมาณ

ของอียูในกองทุน Vision Zero Fund ระหว่างการประชุม G7 เมื่อเดือน ต.ค. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่ยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมสิทธิแรงงาน การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและสุขลักษณะในสถานประกอบการ รวมทั้งการรักษาสิ่งแวดล้อมในประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งเป็นการผลักดัน EU core values ที่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน คุ้มครองสิทธิมนุษยชน การค้าที่เป็นธรรม และต่อต้านการคอร์รัปชัน

แนวคิดเรื่องทำการค้าหรือธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับมิติทางด้านสังคมนี้ สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายทางการค้าใหม่ของอียู ภายใต้หัวข้อ Trade for All ที่นาง Cecilia Malmström กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ได้แถลงที่รัฐสภายุโรปเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ปีนี้ ถึงการค้าในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแต่การเพิ่มมูลค่าการนำเข้าและส่งออกเท่านั้น แต่จะต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ที่ต้องการให้นโยบายทางการค้าใหม่นั้นมีประโยชน์อย่างแท้จริง และอย่างเป็นรูปธรรมสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงกับผู้บริโภค แรงงาน และธุรกิจขนาดเล็ก

หัวใจการค้ากับอียูจึงต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมากขึ้น โดยจะต้องเน้นการสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในภาคการส่งออกที่มีความสำคัญต่อประเทศ อย่างสินค้าเกษตรที่ไทยมักจะประสบปัญหาในตลาดอียู ไม่ว่าจะเป็น ผักสด เนื้อสัตว์ และสินค้าประมง

ผู้บริโภค คือหัวใจสำคัญการค้า

รูปแบบการค้าในปัจจุบันเรียกได้ว่า มีความเปลี่ยนเป็นอย่างมาก จากรูปแบบการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปสู่ผู้บริโภค เป็นการผลิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ระหว่างผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับการค้าแบบภาคธุรกิจสู่ภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยการให้สิทธิคุ้มครองนักลงทุน และสิทธิพิเศษในการลงทุนมากมาย ด้วยหวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ขณะที่ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะซื้อสินค้านั้นหรือไม่กลับยังไม่ได้รับการคุ้มครองที่มากเพียงพอ โดยเฉพาะสิทธิของผู้บริโภคในการรับรู้ข้อมูลของสินค้าและบริการ ที่ตนเลือกซื้อว่ามีความปลอดภัยต่อสุขภาพ และมีกระบวนการผลิตที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสังคม

หนังสือพิมพ์ The Guardian ได้เคยรายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับภาคธุรกิจ ว่าเป็น “bottom up transformation” ที่มีความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ผู้บริโภคจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปแล้ว ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับการดำเนินธุรกิจ ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม เช่น การปกป้องสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาความยากจน และความเสมอภาคทางเพศผ่านการจับจ่ายใช้สอยของตน ดังนั้น การยอมรับจากผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่กำหนดความอยู่รอดของธุรกิจ

และด้วยแรงผลักดันจากผู้บริโภคเป็นสำคัญ ทำให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับการติดฉลากบนผลิตภัณฑ์และใบประกาศ โดยแนวคิดเหล่านี้ริเริ่มจากองค์กร NGOs ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โดยที่จะอ้างถึงสนธิสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศ หรือบางครั้งก็ถูกนำไปใช้โดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ขาย ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า องค์กร NGOs สื่อมวลชน ผู้ค้าปลีก และรัฐต่างประเทศหันมาให้ความสนใจกับการใช้มาตรการเหล่านี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม

กฎระเบียบอียูที่ไทยต้องจับตามอง

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2557 รัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปเห็นชอบการใช้กฎระเบียบ Non-Financial Disclosure Directive ที่บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องรายงานความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของตน ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม แรงงาน สิทธิมนุษยชน และการต่อต้านคอร์รัปชัน รวมทั้งรายละเอียดของบุคลากรในระดับผู้บริหารองค์กร เช่น อายุ เพศ ประวัติการศึกษา และประวัติการทำงาน รวมทั้งรายงานผลการดำเนินนโยบายดังกล่าว เพื่อสร้างเสริมความโปร่งใสในการดำเนินการธุรกิจ และการรับผิดชอบร่วมกัน โดยบริษัทสามารถเลือกเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทของตน เพื่อแสดงให้เห็นถึงทิศทางการบริหารจัดการและแผนการพัฒนาในอนาคต

กฎระเบียบนี้ใหม่นี้ มีผลบังคับใช้กับเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คนเท่านั้น (ไม่ได้บังคับใช้กับบริษัทขนาดเล็ก) โดยจะครอบคลุมประมาณ 15,500 บริษัททั่วทั้งอียู จากจำนวน 2,500 บริษัท (มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 600) ที่มีการรายงานความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของตนอยู่แล้ว โดยบริษัทสามารถใช้มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มาตรฐานของยุโรป หรือแนวทางปฏิบัติอื่นๆ เช่น United Nations Global Compact, ISO 2006, OECD Guidelines for Multinational Enterprises, Global Reporting Initiative ภายในปี 2559 ประเทศสมาชิกจะต้องนำกฎระเบียบนี้มาผนวกเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย (incorporate) เพื่อบังคับใช้ และนั่นหมายความว่าในปี 2560 บริษัทอียูขนาดใหญ่จะต้องออกรายงานความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจฉบับแรก

อียูมองว่า หลักการความโปร่งใสมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ บริษัทที่ยึดหลักความโปร่งใสจะสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เนื่องจากการรายงานความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ให้กู้ ทำให้บริษัทมีต้นทุนกู้ยืมลดลงเนื่องจากบริษัทมีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งเป็นผลให้บริษัทมีความมั่นคงทางการเงินและสามารถเติบโตได้อย่างมั่งคงในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าสินค้าและบริการที่เลือกซื้อนั้น มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย

ภายใต้หัวข้อ Trade for All ให้ความสำคัญกับการค้ากับมิติทางด้านสังคม เช่น การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน สิทธิผู้บริโภค และประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคน ซึ่งในปัจจุบันประเด็นเหล่านี้ได้กลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าที่สำคัญ เช่น กรณีที่ไทยถูกจับตามองเรื่องการใช้แรงงานบนเรือประมง การปฏิบัติกับแรงงานต่างชาติและเด็กในโรงงานและในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีความอ่อนไหวและมักจะถูกสื่อต่างๆ ในยุโรปหยิบยกขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ และสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของสินค้าที่มาจากประเทศไทย

จะเห็นได้ว่า จากกฎระเบียบของอียูมีการส่งเสริมการนำมาตรฐานสากล เป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อบริษัทไทยที่ทำการค้ากับบริษัทใหญ่ของอียู โดยบริษัทไทยอาจโดนบริษัทใหญ่ของอียูกดดันให้นำมาตรฐานสากลไปปฏิบัติและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกฎระเบียบใหม่นี้ของอียูจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน และการจัดหาวัตถุดิบของบริษัทนั้นๆ ด้วย

ภาครัฐจึงควรออกมาตรการชักชวน และรณรงค์ให้บริษัทขนาดใหญ่ของไทยปฏิบัติตามแนวทางสากล ในการดำเนินธุรกิจเป็นสากลอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจเริ่มส่งเสริมให้บริษัทที่มีความพร้อม หรือบริษัทขนาดใหญ่ดำเนินการก่อน เนื่องจากการปฏิบัติตามหลักการสากลย่อมมีค่าใช้จ่ายและทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจะเป็นการสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่สำคัญในประเทศ และยังเป็นการขยายความร่วมมือในการสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจในระดับอาเซียนต่อไปอีกด้วย